You are here: Home ตำหนิพระแท้
Decrease font size  Default font size  Increase font size 
ตำหนิพระแท้
ดัชนีบทความ
ตำหนิพระแท้
สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่
พระรูปเหมือนหลวงพ่อพรหมแบบปั๊ม พิมพ์นิ้วกระดก
พระรูปเหมือนหลวงพ่อพรหม พิมพ์ก้นระฆัง
พระรูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อพรหม พิมพ์หลังเตารีด วัดช่องแค
พระรูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อพรหม พิมพ์เข่ากว้างหลังเต็ม
พระรูปเหมือนหลวงพ่อพรหม พิมพ์แม่ชีกุหลาบ
แผ่นปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อพรหม เสาร์5
เหรียญหลวงพ่อสาย วัดพยัคฆาราม รุ่นสอง
เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เนื้อเงินฉลุ
เหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม รุ่นแรก
นางพญาพิมพ์สังฆาฏิ
นางพญาพิมพ์เข่าโค้ง
พระรอด พิมพ์ใหญ๋
พระซุ้มกอพิมพใหญ่
พระสมเด็จวัดเกศไชโย 7ชั้นนิยม
พระสมเด็จวัดเกศไชโย 6ชั้นอกตัน
พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑใหญ่
สมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่อกวี
เหรียญรุ่นแรกอาจารย์ฝั้น อาจาโร
เหรียญอาจารย์ฝั้น อาจาโร รุ่นสาม
เหรียญอาจารย์ฝั้น อาจาโร รุ่นสี่
เหรียญอาจารย์ฝั้น อาจาโร รุ่นเจ็ด
พระปิดตา ลพ.ทับ วัดทอง พิมพ์นั่งบัวพิมพ์ใหญ่
พระปิดตา หลวงพ่อทับ วัดทอง พิมพ์ยันต์น่อง
พระปิดตา หลวงพ่อทัพ วัดทอง ยันต์ยุ่ง
พระปิดตา หลวงพ่อทับ วัดทอง ยันต์ยุ่ง
เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้
เหรียญรุ่น 3 หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้
เหรียญรุ่น 3 บล็อคเงินลงยา
เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์
พระหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน พิมพ์ใหญ่A หัวขีด (เนื้อว่านสบู่เลือด)
พระหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน พิมพ์กรรมการ
เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ พ.ศ.2512
เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู
เหรียญรุ่นแรกอาจารย์นำ วัดดอนศาลา
วิธีการดูพระเหรียญปั๊มโลหะ
วิธีการดูพระเครื่องประเภทรูปเหมือน
ตำหนิพระแท้ หน้า2
ทุกหน้า



 

ตำหนิ  พระสมเด็จวัดระฆัง

ภาพพระสมเด็จที่นำมาลงเป็นข้อมูลนี้  เป็นสมบัติส่วนตัวของอาจารย์ฐานแซม  นักคำนวนแห่งบ้านHi-hueythai ซึ่งเป็นแม่พิมพ์เดียวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่  ที่เคยอยู่ในความครอบครองของพล.ต.อ.หลวงอดุล  อดุลเดชจรัส(บัตร  พึ่งพระคุณ)อดีตอธิบดีกรมตำรวจ (พ.ศ.๒๔๗๙-พ.ศ.๒๔๘๐)  ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "นายพลตาดุ"  และเป็นแม่พิมพ์เดียวกับที่ลงหน้าปกหนังสือ  the  Art of  Siam  ฉบับที่ 6 โดยขนานนามพระสมเด็จองค์นี้ว่า "องค์อธิบดี"

(ขออนุญาติ และขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพมา ณ ที่นี้สำหรับการนำภาพมาเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้สำหรับบุคคลที่สนใจศึกษา)


พระสมเด็จ วัดระฆัง (องค์เสี่ยหน่ำ) ราคาประมูลสามสิบล้านบาท   ปัจจุบันอยู่กับคุณวิชัย รักศรีอักษร เจ้าของบริษัทคิงพาวเวอร์

(ขออนุญาติ และขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพมา ณ ที่นี้สำหรับการนำภาพมาเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้สำหรับบุคคลที่สนใจศึกษา)

เคล็ดไม่ลับในการศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง

เส้นกรอบแม่พิมพ์ด้านซ้ายมือขององค์พระ

เส้นกรอบแม่พิมพ์จากการตัดขอบ  ปลายของเส้นกรอบแม่พิมพ์ที่ลากเป็นเส้นมาทางด้านซ้ายขององค์พระจะลากมาสิ้น สุดตรงแนวเดียวกับข้อศอกซ้ายที่หักมุมขององค์พระแล้วหายไปกับเส้นซุ้มลักษณะ จะกลืนหายไปแล้วเป็นเส้นเดียวกับเส้นซุ้ม (พิจารณาจากภาพ)

ตำหนิต่อไป

จุดสิ้นสุดของปลายพระบาท (เท้า) ซ้าย  จะตรงกับแนวท่อนแขนด้านขวาขององค์พระ  การทอดดิ่งลงมาของแขนด้านขวาขององค์พระแล้วหักเว้าเข้ามาที่ข้อศอกเราจะเห็น จุดสิ้นสุดของปลายพระบาท (เท้า)ซ้ายของพระสมเด็จวัดระฆังตรงนี้ทุกองค์ (ถ้าแท้)ปลายพระบาททั้งสองข้างจะเป็นลักษณะนั่งขัดสมาธิเพชรพระชงฆ์ (แข้ง) ซ้ายจะทับอยู่ด้านหน้า  จะเห็นได้ชัดเจนในพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ทุกองค์(พิจารณาจากภาพ)

ตำหนิต่อไป

เส้นซุ้มด้านขวาขององค์พระจะเป็นรอยเว้าตำหนิตรงจุดนี้  เส้นซุ้มด้านขวา ขององค์พระจะมีรอยเว้าติดกับแขนด้านขวาขององค์พระในพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ ใหญ่จะมีแทบทุกองค์

ลักษณะของฐานชั้นกลาง

ลักษณะของฐานชั้นกลางตรงนี้  เรียกกันว่าคมขวานฐานสิงห์ปลายด้านขวาขององค์พระจะทะแยงมุมแล้วหักศอกปลาย ด้านซ้ายขององค์พระจะทะแยงมุมแล้วทิ้งดิ่งลงมา

พระกรรณ (ใบหู)

สำหรับพระสมเด็จวัดระฆังองค์ที่สมบูรณ์ จะเห็นพระกรรณชัดเจนลักษณะพระกรรณด้านซ้าย ขององค์พระจะคล้ายกับบายศรีกลาย  ติ่งของใบพระกรรณด้านล่างจะย้อยลงมาจรดที่บ่าซ้ายขององค์พระส่วนพระกรรณด้านขวาขององค์พระลักษณะเส้นจะขนาน กับพระใบหน้าแล้วย้อยลงมาจรดที่บ่าขององค์พระจะเห็นได้ชัดในพระสมเด็จองค์ ที่สมบูรณ์เท่านั้น

ด้านหลังขององค์พระ

ด้านหลังขององค์พระสมเด็จวัดระฆังฯ เป็นตำหนิสำคัญที่สุดเพราะของปลอมในปัจจุบันยังทำเลียนแบบไม่ได้ของแท้จะมี ความเก่าอันเกิดจากธรรมชาติรังสรรค์รอยซึ่งเกิดจากธรรมชาติคือ  รอยรูเข็ม  หนอนด้น  ปูไต่มิใช่ฝีมือของมนุษย์ทำขึ้นและตำหนิที่ไม่ควรมองข้ามอีกอย่างก็คือรอย ขอบกระด้ง  อันเกิดที่ข้างขอบขององค์พระทั้ง ๔ ด้านในสมัยนั้นการตัดขอบจะตัดจากด้านหลังขององค์พระพอใช้ของมีคมหรือเส้น ตอกกดตัดลงไปแล้วดึงกลับขึ้นมาจะเกิดเป็นรอยปลิ้นที่ขอบพระเราเรียกว่า รอยนี้ว่าขอบกระด้ง

ลำพระพาหา

การทิ้งลำแขนทั้ง 2 ข้างดูค่อนข้างจะผ่อนคลาย  การหักศอกก็ไม่แข็งกร้าวดูพอดีๆ ไม่ตึงเครียดเหมือนพิมพ์ทรงเจดีย์

ลำแขนซ้ายองค์พระ

ช่วงต้นแขนโค้งขึ้นรับกับหัวไหล่ซ้ายที่วกลงยังต้นแขนลีลาของหัวไหล่  ต้นแขน  และเส้นสังฆาฏิรับกันได้อย่างพอดีดูเหมือนจะเป็นเส้นเดียวกัน  ต้นแขนซ้ายจากช่วงหัวไหล่ลงมาถึงข้อศอก  เป็นเส้นโค้งน้อยๆ มีลักษณะคล้ายวงเล็บปิดการหักศอกก็ไม่แข็งกร้าวมากนัก  ลำพระกรหรือลำแขนท่อนล่างกับข้อพระกรหรือข้อมือจะดูสั้นมากอยู่ใต้ข้อศอกตรง เส้นชายจีวรลงมานิดเดียว  ช่วงแนวคอดคือ ข้อมือหรือข้อพระกร

ลำแขนขวาขององค์พระ

ต้นแขนด้านนี้จะดูสั้นกว่าต้นแขนซ้ายเล็กน้อยและลำแขนขวานี้จะมีลักษณะที่ กางออกจากลำตัวมากกว่าลำแขนซ้ายอีกด้วยลักษณะของต้นแขนขวาจะทิ้งลงมาใน ลักษณะเป็นแนวตรงๆ ซึ่งจะแตกต่างจากต้นแขนซ้ายที่ทิ้งลงมาแบบโค้งเล็กน้อย ลำพระกรหรือแขนท่อนล่างด้านขวาจะดูยาวกว่าลำพระกรด้านซ้ายมาก

พระหัตถ์

(มือ) จะนูนหนากว่าลำพระกรเล็กน้อย  จุดการซ้อนมือมักจะโย้ไปทางขวาเล็กน้อย

พระรูปเหมือนหลวงพ่อพรหมแบบปั๊ม พิมพ์นิ้วกระดก วัดช่องแค จ.นครสวรรค์

คณะ กรรมการวัดช่องแคขออนุญาตหลวงพ่อสร้างขึ้นในปีพ.ศ.2507  พร้อมกับวัดถุมงคลพิมพ์อื่นๆ  วัตถุประสงค์การสร้างพระชุดนี้เพื่อหาทุนสร้างอุโบสถซึ่งยังไม่เสร็จ สมบูรณ์  จึงนับเป็นพระชุดแรกของวัดช่องแคที่วัดสร้างอย่างเป็นทางการ

ใน บรรดาพระชุดแรกนี้  " รูปเหมือนพิมพ์นิ้วกระดก "  เป็นพระพิมพ์ที่โดดเด่นที่สุด  ช่วงที่ออกให้บูชาแม้จะตั้งราคาสูงแต่ก็ยังได้รับความนิยมมาก  เพราะเป็นพระรูปเหมือน  " รุ่นแรก " ของหลวงพ่อพรหม

ลักษณะ องค์พระ  เป็นพระรูปเหมือนหลวงพ่อพรหมแบบเต็มองค์  เนื้อทองเหลืองเพียงเนื้อเดียว  สร้างด้วยวิธีการปั๊ม  สูงประมาณ  2.8  ซม.  ฐานกว้างประมาณ 2.2 ซม. ส่วนฐานด้านหน้าทีตัวหนังสือคำว่า " หลวงพ่อพรหม "  พระรุ่นนี้ใต้ฐานเป็นพื้นเรียบ  มีเพียงรอยเจียเป็นเส้นวงๆ  บางองค์ลงเหล็กจาร " มะอะอุ "  แต่ส่วนใหญ่ไม่มีรอยจาร

จำนวนการสร้าง  -  ประมาณ  600  องค์

ราคาเช่าบูชา - ปัจจุบันราคาเช่าหาหลักแสนต้นๆ

 

จุดสังเกตุด้านหน้า

1. มีรอยย่นบนหน้าผากเป็นเส้นบางๆ

2. นัยน์ตาซ้ายสูงกว่านัยน์ตาขวาเล็กน้อย

3. มุมปากซ้าย - ขวางุ้มลงด้านล่าง

4. มีร่องลึกบริเวณลำคอ

5, กระดูกไหปลาร้าเป็นเส้นหนา

6. ริ้วจีวรหนามี 8 ชาย

7. นิ้วชี้ขวาปลายแหลมเล็กชนหัวแม่มือ

8. ใต้ข้อมือซ้ายจะเห็นเท้าขวาโผล่ออกมามีลักษณะเป็นก้อน

จุดสังเกตุด้านหลัง

1. ใบหูทั้งสองข้างมีลักษณะเป็นปีก  และมีเส้นเสี้ยนในร่องใบหูทั้งสองข้าง

2. บริเวณหัวเข่าซ้าย - ขวามีครีบซึ่งเกิดจากการปั๊ม

3. ปลายเส้นจีวรตรงจุดที่ชนกับผ้าสังฆาฏิมีติ่งเนื้อแหลม

4. ก้นองค์พระมีเส้นวงเดือน



พระรูปเหมือนหลวงพ่อพรหม พิมพ์ก้นระฆัง พ.ศ.2512 วัดช่องแค จ.นครสวรรค์

นอกจากภาระกิจสร้างพระอุโบสถวัดช่องแคแล้วคณะกรรมการวัดยังต้องหาทุนสร้างมฌฑปสำหรับประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อพรหมด้วย  จากแรงศรัทธาของคณะศิษย์ในตลาดช่องแค  และชาวบ้านละแวกใกล้เคียงได้ร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคลหลายแบบขึ้นมาในปีพ.ศ.2512  และหนึ่งในวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดจนกล่าวได้ว่า  เป็นสุดยอดวัตถุมงคลของหลวงพ่อพรหม  ก็คือ  " รูปเหมือนปั๊มพิมพ์ก้นระฆัง "

พระรูปเหมือน พิมพ์ก้นระฆัง  สร้างขึ้นในช่วงก่อนเข้าพรรษาปี 2512  คณะศิษย์  และกรรมการวัดขอให้หลวงพ่อปลุกเสกให้เป้นพิเศษตลอดพรรษาเป็นเวลา  3  เดือน  การแกะแม่พิมพ์พระรุ่นนี้มีความสวยงามเหมือนจริงมากกว่ารุ่นก่อนหน้าที่เคยสร้าง  และยังได้ตอกโค้ดเป็นจุดสังเกตรูป " ระฆัง "  เอาไว้ที่ฐานองค์พระด้วย  เปก็นที่มาของชื่อเรียกพิมพ์ก้นระฆัง

ลักษณะองค์พระ  เป็นพระรูปเหมือนแบบเต็มองค์  สร้างด้วยวิธีการปั๊ม  มี  3  เนื้อ  คือ  ทองเหลือง  ทองแดงรมดำ  และเนื้อตะกั่ว  ขนาดองค์พระสูงประมาณ  2.8  ซม.  ฐานกว้างประมาณ  1.8  ซม.  ที่ฐานด้านหน้ามีข้อความว่า  " หลวงพ่อพรหม "  ส่วนใต้ฐานตอกโค้ดรูประฆัง  ภายในระฆังมีเลข  3  ซึ่งหมายถึงการเข้าพรรษา  3  เดือน  หรือไตรมาส  ไม่ใช่รุ่น 3  อย่างที่บางท่านเข้าใจ

จำนวนการสร้าง  เนื้อทองเหลืองประมาณ  400  องค์  เนื้อทองแดงรมดำประมาณ  6,000  องค์  เนื้อตะกั่วประมาณ  400  องค์

ราคาเช่าบูชา  เนื้อทองเหลืองมูลค่าการสะสมหลักแสนต้นๆถึงกลาง  เนื้อทองแดงรมดำหลักหมื่นปลายถึงแสนต้น  เนื้อตะกั่วหลักหมื่นกลางๆ


จุดสังเกตด้านหน้า
1. หางตาขวามีติ่งแหลมๆ  คมๆ
2. มีติ่งเนื้อระหว่างร่องจีวร
3. แถบสังฆาฏิเหนือมือมีครีบคมๆ
4. มีเส้นลางๆ  3  เส้นที่ปลายจีวร
5. ใต้มือซ้ายมีเส้นแตกเป็นติ่งเล็กๆ
6. ร่องเหนือฐานมีเส้นเสี้ยน
7. ในร่องตัวหนังสือมีเส้นเสี้ยนหลายเส้น โดยเฉพาะตัว ว และ พ จะเห็นชัดเจนที่สุด


จุดสังเกตุด้านหลัง
1. ขอบผ้าสังฆาฏิมีรอยจิก (เกิดจากการปั๊ม)
2. ขอบผ้าสังฆาฏิมีเส้นซ้อน
3. มีติ่งเนื้อเกินที่ขอบเส้นจีวร
4. ในร่องแขนขวามีเส้นเสี้ยนสาดกระจาย (เกิดจากการปั๊ม)
5. ระหว่างริ้วจีวรบริเวณนี้มีเส้นเสี้ยนสาดกระจายหลายเส้น
6. ปลายผ้าสังฆาฏิมีเส้นแตกเฉียง


จุดสังเกตุ
1. ก้นองค์พระปรากฏเส้นวงเดือน
2. โค้ดระฆัง - มีเส้นเสี้ยนเป็นเส้นเล็กละเอียดในแนวจากบนลงล่าง


พระรูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อพรหม พิมพ์หลังเตารีด วัดช่องแค พ.ศ.2516

ปีพ.ศ.2516  วัดช่องแคจัดพิธีปลุกเสกพิธีใหญ่โดยยึดเอาวันฤกษ์ดี " วันเสาร์ 5 "  มีวัตถุมงคลเข้าพิธีหลายแบบหลายพิมพ์  ได้แก่  พระสมเด็จเนื้อทองระฆังหลังยันต์สิบ  พระสมเด็จเนื้อทองระฆังหลังเรียบ  พระสมเด็จเนื้อผงรุ่นปืนแตก  พระรูปเหมือนปั๊มพิมพ์หลังเตารีด  พระรูปเหมือนปั๊มพิมพ์เข่ากว้างหลังเตาเรียบ และหลังเต็ม  พระรูปเหมือนปั๊มเนื้อทองระฆังหลังยันต์  พระรูปเหมือนปั๊มบรรจุกริ่งเนื้ออัลปาก้าชุบโครเมี่ยมตอกโค้ดระฆัง  เหรียญเสาร์ 5   เหรียญมหาลาภ   เหรียญโล่ใหญ่  เหรียญบาทแจกทานตอกโค้ดรูดาว 5 แฉก ฯลฯ

พระรูปเหมือนปั๊ม พิมพ์หลังเตารีด  เป็นวัตถุมงคลที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอีกพิมพ์ของหลวงพ่อพรหม  ด้านหลังองค์พระมีรูปทรงคล้ายกับเตารีดที่ใช้รีดผ้าจึงเรียกว่า " พิมพ์หลังตารีด " ปัจจุบันได้รับความนิยมสูงมาก  จากเดิมเมื่อหลายปีก่อนราคาเช่าบูชาอยู่ที่หลักพันปลายถึงหมื่นเศษ  แต่มาปัจจุบันท่านต้องเช่าในราคาหลักหมื่นกลางๆถึงแสนต้นสำหรับพระเนื้อทองระฆัง  และถ้าเป็นพระเนื้ออื่นๆ ที่สร้างน้อยก็จะยิ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีก

ลักษณะองค์พระ เป็นพระปั๊มแบบเหรียญทั่วไป  ด้านหน้ามีรูปหลวงพ่อพรหมนั่งสมาธิ  ฐานมีตัวหนังสือ  " หลวงพ่อพรหม "  บนสังฆาฏิหลวงพ่อมีอักขระยันต์เรียกว่า  " นะฦาชา "  คือ  มีตัวอุณาโลม  3  ตัว  " อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ " ด้านใต้มือตรงชายผ้าสังฆาฏิมีอักขระ 4 ตัว คือ " โส ภะ คะ วา " ส่วนด้านหลังเรียบ  ขนาดองค์พระส่วนฐานกว้างประมาณ 2.5 ซม.  สูงประมาณ 3.2 ซม.

จำนวนการสร้าง  เนื้อทองระฆังประมาณ  2,000  องค์  เนื้อพระรูปเหมือนปั๊ม  พิมพ์หลังเตารีดส่วนใหญ่เป็นเนื้อทองระฆัง  แต่ยังมีเนื้อพิเศษที่สร้างน้อย  ได้แก่  เนื้อเงิน  เนื้อทองแดง  เนื้อตะกั่ว

หมายเหตุ  จำนวนการสร้างมี 3 แบบ  1. พิมพ์ตัดขอบชิด 2,000 องค์   2. พิมพ์ปีกกว้าง 2,000 องค์   3. พิมพ์ตัดขอบชิดมีเข็มกลัด 2,000 องค์  องค์พระโดยรวมเป็นพระปั๊มไม่ใช่พระหล่อ  เป็นรูปหลวงพ่อ  มีปีกด้านข้างปลายยอดแหลม  หลังเรียบ


จุดสังเกตุด้านหน้า
1. ขอบองค์พระเก็บตะไบแต่งเรียบร้อย
2. มีเนื้อล้นเหนือเม็ดตาซ้าย
3. ใบหูขวาจะกางออกมากกว่าใบหูซ้าย
4. โปรดสังเกตุเส้นแตกที่พุ่งออกมารอบองค์พระ (เส้นพริ้วเป็นธรรมชาติบางองค์แตกมากบางองค์แตกน้อย)
5. ข้อมือขวาจะเล็กกว่าข้อมือซ้ายเล็กน้อย
5. รอยย่นของผ้าจีวรบนหัวเข่าซ้าย - ขวา ลึกชัดเจน
6. ตัว ว มีขีดในร่องเส้น


จุดสังเกตุด้านหลัง
1. มีร่องรอยของการแต่งตะไบ
2. มีเส้นวงเดือน

พระรูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อพรหม พิมพ์เข่ากว้าง หลังเต็ม พ.ศ.2516  วัดช่องแค  จ.นครสวรรค์

พระรูปเหมือนปั๊ม พิมพ์เข่ากว้าง ลักษณะพิมพ์ด้านหน้าเหมือนกับรุ่นหลังเตารีด  เพียงแต่รุ่นหลังเตารีดเป็นพระครึ่งซีก  เมื่อตัดปีกออก  และเพิ่มรายละเอียดด้านหลังให้เต็มองค์ขึ้น  เรียกว่า " พิมพ์เข่ากว้างหลังเต็ม " ส่วนองค์ที่ไม่ได้เติมหลังแต่ได้ตัดปีกออก  เรียกว่า  " พิมพ์เข่ากว้างหลังเรียบ " คณะกรรมการวัดจัดสร้าง  และนำเข้าพิธีปลุกเสกใหญ่ในพิธีเสาร์  5  พ.ศ.2516

จำนวนการสร้างพระพิมพ์เข่ากว้างหลังเต็มทั้งหมดประมาณ  8,000  กว่าองค์  ประกอบด้วยเนื้อทองคำ  2  องค์  เนื้อเงิน  30  องค์  เนื้อทองระฆัง  2,000  องค์  เนื้อทองแดง  5,000  องค์  และเนื้อตะกั่ว  1,000  องคื

ส่วนพิมพ์เข่ากว้างหลังเรียบนั้น  จำนวนสร้างจะรวมอยู่กับพิมพ์หลังเตารีด

ลักษณะองค์พระ  เป็นพระปั๊มลอยองค์  ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อพรหมนั่งสมาธิ  เข่าทั้งสองข้างมีความกว้างมากอย่างเห็นได้ชัด  บนสังฆาฏิหลวงพ่อมียันต์  " นะฦาชา "  เช่นเดียวกับพิมพ์หลังเตารีด  ปลายสังฆาฏิมีอักขระ  " โส ภะ คะ วา "  ด้านล่างมีข้อความว่า  " หลวงพ่อพรหม " ส่วนด้านหลังมีข้อความว่า " วัดช่องแค " อยู่ที่ฐานล่าง  องค์พระมีขนาดฐานกว้างประมาณ 2.5 ซม.  สูงประมาณ 2.8 ซม.

ราคาเช่าบูชา  พิมพ์เข่ากว้างหลังเต็ม  เนื้อทองระฆัง  ปัจจุบันต้องกันถึงหลายหมื่นปลายถึงแสนต้น  เนื้อทองแดง และเนื้อตะกั่วเช่าหากันหลักหมื่นกลางถึงปลาย  ส่วนเนื้อทองคำ  และเงินไม่ค่อยปรากฏหมุนเวียน


จุดสังเกตุด้านหน้า
1. มีก้อนเนื้อเกินบนเม็ดตาซ้าย
2. ตัวอุณาโลมมีปลายขยักแหลมคม
3. ริ้วจีวรบนเข่าซ้ายมีเส้นซ้อนทั้งสองเส้น
4. มีขีดในร่องเส้นของตัว  ว

หมายเหตุ  จุดสังเกตจะเหมือนพิมพ์หลังเตารีดเพราะใช้แม่พิมพ์ด้านหน้าบล็อคเดียวกัน  แต่ในพิมพ์เข่ากว้างนี้ได้ตัดขอบนอกออกจนเหลือเฉพาะองค์พระ


จุดสังเกตด้านหลัง
1. ใบหูด้านหลังเป็นแอ่ง
2. ผ้าสังฆาฏิเรียบตึง


พระรูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อพรหม พิมพ์แม่ชีกุหลาบ พ.ศ.2513 วัดช่องแค  จ.นครสวรรค์


จุดสังเกตด้านหน้า
1. มีเส้นพิมพ์แตกเป็นแนวดิ่งจากด้านบนของศรีษะลงมาเกือบถึงหัวคิ้วขวา
2. มีเส้นพิมพ์แตกพาดจากโหนกแก้มขวาลงมาถึงใต้คาง
3. กระดูกไหปลาร้าเป็นชั้นนูนสั้นๆ
4. มือซ้าย - ขวา จะเล็ก
5. นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้ขวาปลายแหลม
6. ขอบผ้าจีวรบนหน้าแข้งเป็นสันนูนทั้งซ้ายขวา
7. โหนกคิ้วซ้ายยกสูงกว่าโหนกคิ้วขวา
8. ร่องแก้วด้านซ้ายลึกบุ๋มชัดเจน
9. ผ้าสังฆาฏิช่วงบนจะใหญ่กว่าช่วงล่าง
10. ปลายเท้าขวาแหลม และกลืนหายไปในหัวเข่าซ้าย



จุดสังเกตุด้านหลัง
1. ผ้าสังฆาฏิตรงกลางจะคอด  ชายผ้ายาวชนฐาน
2. ริ้วจีวรมีลักษณะเป็นลูกคลื่น

หมายเหตุ  เป็นเนื้อทองเหลืองชุบทอง

แผ่นปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อพรหม เสาร์ 5 (พ.ศ.2512)  วัดช่องแค จ.นครสวรรค์

จุดสังเกตุด้านหน้า
1. เส้นรอยย่นบริเวณลำคอด้านหน้ามี 3 เส้นบางๆ
2. นัยน์ตาซ้ายยกสูงกว่านัยน์ตาขวา
3. เส้นร่องโหนกแก้มซ้ายเป็นสันหนา
4. นิ้วชี้ขวาตรงปลายมีติ่งแหลม
5. ชายผ้าสังฆาฏิวางอยู่บนข้อเท้าขวา นิ้วเท้าขวามองเห็น 3 นิ้ว
6. ขอบจีวรข้อมือซ้ายเป็นสันนูนโค้ง


จุดสังเกตุด้านหลัง
1. ขอบองค์พระมีเนื้อเกินเกิดจากการปั๊ม
2. ผิวเรียบตึง ไม่มีผด กลาก
3. ใต้ตัว ม มีรอยแกะบล็อคเกิน

เหรียญหลวงพ่อสาย วัดพยัคฆาราม รุ่นสอง เนื้อเงิน พ.ศ.2482 จ.ลพบุรี


เหรียญหลวงพ่อสาย  วัดพยัคฆาราม  รุ่นสอง  เท่าที่พบม่ี 2 เนื้อ คือ เนื้อเงิน  และเนื้อทองแดงรมดำ  กรรมวิธีการปั๊มเป็นเหรียญปั๊มข้างกระบอก (สำหรับเนื้อเงินมักจะมีร่องรอยการแต่งขอบ)

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  เป็นเหรียญหูเชื่อ ขอบปั๊มข้างกระบอก

2.  มีเส้นริ้วจีวรคมชัด

3.  หนวดเคราหลวงพ่อคมชัดเจน


ด้านหลัง

1.  มีเส้นยันต์คมชัด

2.  ตัวหนังสือคมชัด


เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เนื้อเงินฉลุ หลังยันต์สี่ บล็อคสามจุ พ.ศ. 2467



เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เนื้อเงินฉลุ หลังยันต์สี่ บล็อคสามจุ พ.ศ. 2467 เท่าที่พบมีเนื้อทองคำฉลุ  เนื้อนาก  และเนื้อเงินหน้านาก  ด้านหลังมี 3 แบบ คือ หลังยันต์สี่บล็อกสามจุด(แบบในรูป)  หลังยันต์สี่บล็อกสี่จุด  และแบบหลังเรียบ  (มีทั้งชนิดแบบมีลงจาร และไม่ลงจาร)  ปัจจุบันเหรียญชนิดนี้พบได้น้อยมาก  คาดว่าน่าจะเป็นเพราะจำนวนการสร้างรวมกันมีไม่เกิน  100 เหรียญ  ปัจจุบันพบว่ามีการทำเลียนแบบออกมาเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นการเช่่าหาต้องพิจารณาถึงความคมชัด  การเลื่อยฉลุ  และเนื้อโลหะซึ่งต้องมีความเก่าเป็นสำคัญ

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  เป็นเหรียญหูเชื่อมทุกเหรียญ

2.  มีนัยต์ตาลึก  คม  ชัด  แม้เหรียญจะผ่านการใช้มา

3.  มีจุดไข่ปลาเล็กๆ ในร่องเหรียญด้านขวา

4.  ขอบเหรียญจะมีร่องรอยการเลื่อย


ด้านหลัง

1.  มีเส้นแกะพิมพ์ซ้อนเฉพาะพิมพ์หลังสามจุด

2.  มีเส้นยันต์ และอักขระ คมชัด แม้ผ่านการใช้

3.  มีเส้นแกะพิมพ์ซ้อนเฉพาะพิมพ์หลังสามจุด  บริเวณด้านซ้ายเหนือกนก เป็นเส้นบางๆ

4.  มีขีดเชื่อมระหว่างเส้นยันต์ไปจรดขอบ  เฉพาะพิมพ์หลังสี่จุด พิมพ์สามจุดไม่มี


เหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม รุ่นแรก(ข้างกระบอก)  เนื้อทองแดงรมดำ พ.ศ. 2484

เหรียญหลวงพ่อคง  วัดบางกะพ้อม รุ่นแรก พ.ศ. 2484  ดำเนินการสร้างโดย พระยาศรีสุรสงคราม (เปลื้อง  ดิลกโยธิน)  ได้ขออนุญาตหลวงพ่อคงสร้างเนื่องในวาระที่หลวงพ่ออายุครบ 77 ปี ในปี พ.ศ. 2484  เท่าที่พบเจอมีเนื้อทองแดงรมดำ  และทองแดงรมน้ำตาล  ด้านข้างขอบเหรียญมี 2 แบบ คือ  แบบขอบกระบอก  และแบบขอบสตางค์(ในรูปเป็นแบบขอบกระบอก)

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  เป็นเหรียญปั๊มข้างกระบอก(ขอบจะมีลักษณะค่อนข้างเรียบ)  หูเชื่อมทุกเหรียญ

2.  จุดสำคัญ  ต้องมีเส้นขนแมวบางๆ ใต้ตัวอักษร " พ "

3.  สระอาของคำว่าบางกะพ้อม  มีเส้นซ้อนด้านล่าง

4.  มีดวงตาลึกคมชัดแม้เหรียญจะผ่านการใช้งานมา

5. มีเส้นแตกจากตัว ศ.ทะลุหางเลข 2 และมีเส้นแตกจากเลข 2 ทะลุเลข 4

ด้านหลัง

1.  มีเส้นแตก เส้นฟ้าผ่า  ซึ่งเกิดจากกรรมวิธีการผลิตบริเวณพื้นเหรียญทั้งสองข้างของยันต์

2.  ยันต์ตัวที่สองของแถวที่สามถ้ามีเนื้อเกินจะเป็นบล็อคนิยม

3.  มีเส้นแตกเฉียงใตัตัวอักษร ง

4.  มีขีดคมๆ ใต้ตัวอักษร ท ของคำว่า ทวี


ตำหนิพระนางพญา

พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ


ตำหนิเอกลักษณ์

1.โคนพระเกศมน ปลายพระเกศพบบ่อยๆ มักสะบัดไปทางขวามือเรา
2.ระหว่างไรพระศก กับพระพักตร์เป็นร่อง และมักมีเส้นใยบัวเป็นร่อง
3.พระพักตร์สั้น ปลายสอบเข้า
4.ปางค์ชัดๆ จะเห็นพระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์ ซึ่งจะเจ่อยาว
5.พระกรรณขวายาว ในองค์ชัดๆ ปลายพระกรรณแตกเป็นสองแฉก จรดบ่า
6.พระกรรณซ้าย สั้นและโค้ง ขอบพระกรรณแนบติดไรพระศก และปลายเส้นจีวร
7.ปลายพระกรรณสะบัดโค้ง แตะปลายสังฆาฏิ ที่บ่าพอดี
8.แขนซ้ายองค์พระ โค้งเป็นขอเบ็ด ตรงข้อศอกมีติ่งยื่นแหลม ลงมา
9.ไหล่กว้าง แนวไหล่เป็นเส้นตรง ปลายไหล่ซ้ายองค์พระ มักเชิดขึ้นเล็กน้อย
10.แขนขวาองค์พระเป็นสองช่วง ทิ้งตรงลงมา แล้วเป็นพระหัตถ์เลย จากนั้นสะบัดออกไปทางซ้ายมือเราเล็กน้อย

ด้านหลัง

จะเห็นรอยมือและเม็ดทรายหยาบ



พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง


ตำหนิเอกลักษณ์

1.ไรพระศกวาดโค้งและอยู่สูง ทำให้แลดูคล้ายศรีษะเถิก
2.พระพักตร์เป็นรูปผลมะตูม มีความโค้งคล้ายหลังเต่า
3.ปลายพระกรรณขวา จรดบ่า
4.ปลายจีวรบนเลยล้ำเข้าซอกคอ
5.โคนแขนใหญ่และค่อยๆเรียวเล็กที่ต้นแขน ส่วนพระหัตถ์เล็กพาดสุดเข่า
6.พระพาหาซ้ายองค์พระแอ่นโค้งแผ่วมาก ตรงข้อศอกเป็นจะงอยยื่นออกมา
7.ปลายแขนซ้ายองค์พระโค้งเป็นขอเบ็ด ปลายพระหัตถ์ทู่
8.ปลายสังฆาฏิส่วนล่างบานผายออกเล็กน้อย
9.พระอุทรเป็นลำกระบอก โย้มาทางขวามือเราเล็กน้อย
10.กลางเข่าเป็นแอ่งโค้ง อันเป็นเอกลักษณ์ชื่อเรียกพิมพ์

ด้านหลัง

ด้านหลังพระมักเรียบ อาจมีรอยมือบางๆในบางองค์


พระรอด พิมพ์ใหญ่


ตำหนิเอกลักษณ์

1.พระเกศ และพระเมาลีคล้ายฝาชี
2.พระพักตร์สอบเสี้ยม องค์ติดชัดๆพระเนตรโปนโต พระนาสิกสั้นโต พระโอษฐ์เจ่อ
3.มีเส้นแตกพาดเฉียงจากพระเนตร มาชนใบโพธิ์
4.ปลายพระกรรณ ซ้ายมือองค์พระ จะแหลมเป็นตัววี
5.พระพิมพ์ใหญ่โดยมากจะมีขอบปีกพระ
6.นิ้วหัวแม่มือขวา องค์พระจะขาด ส่วนปลายนิ้ว 4 นิ้วที่เหลือมักติดชัด
7.แขนซ้ายองค์พระแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนกลางมักเห็นเป็นกล้าม
8.เส้นน้ำตกใต้แขนซ้ายองค์พระ มาโผล่ที่ใต้เข่าอีกจุด และในร่องใต้ฐานอาสนะชั้นบนสุด อาจมีเส้นน้ำตกแผ่วๆ ในแนวเดียวกัน
9.ร่องใต้ฐานอาสนะชั้นบนสุดจะมีเส้นแซมบางๆหนึ่งเส้น
10.ฐานอาสนะชั้นล่างสุด มี 3 ชั้น ชั้น 2 และ 3 บางทีติดกันโดยมีร่องตื้นๆ คั่นกลาง
11.ก้นฐานพระมีรอยบี้และมีรอยนิ้วมือติดอยู่ เกิดจากตอนดันพระออกจากพิมพ์ เป็นแบบนี้ทุกองค์
12.ต้นแขนขวาองค์พระค่อกเล็กน้อย คล้ายพระคง แต่อาการน้อยกว่า
13.พระพิมพ์ใหญ่ ส่วนใหญ่จะเห็นปลายพระบาทซ้ายองค์พระคล้ายหัวงูมีร่องปากเล็กๆ ปรากฏ


พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่

ตำหนิเอกลักษณ์

1.พระเกศเป็นเกศปลี ปลายแหลมสอบเข้า
2.พระเนตรรี ลอยอยู่ในเบ้า
3.พระนาสิกเป็นแท่งเหลี่ยม พระโอษฐ์เล็ก
4.พระกรรณโค้งเป็นแบบหูบายศรีเบาๆ
5.ยอดลำพระองค์ใต้คอเป็นแอ่งกระทะเบาๆ
6.กนกข้างแขนขวาองค์พระเป็นเลข 6 ฝรั่ง
7.สังฆาฏิเป็นลำเล็ก
8.ซอกแขนลึก
9.ชายจีวรยาวเข้าไปในซอกแขน
10.พระหัตถ์ขวากระดกขึ้นเล็กน้อย


พระสมเด็จเกศไชโย 7 ชั้นนิยม

 


ตำหนิเอกลักษณ์

1.มุมกรอบแม่พิมพ์เป็นปลายแหลมคล้ายปลายธงสะบัด
2.เส้นพระเกศตรงกลางป่องเล็กน้อย
3.พระเศียร และพระศอ ดูรวมๆคล้ายหัวไม้ขีด
4.จุดสำคัญ พระอุระ และพระอุทร(หน้าอก และท้อง) รวมกันดูคล้ายรากฟัน เนื้อส่วนหน้าอกจะเทลาดจากด้านซ้ายองค์พระลงไปทางด้านขวา  ทำให้ดูเหมือนองค์พระเบียงตัวไปทางขวาเล็กน้อย(ขวาองค์พระ)
5.ฐานบนสุดโค้งคล้ายเรือ
6.ถ้าพิมพ์ติดชัดจะมีติ่งแหลมจากเส้นซุ้มตรงนี้
7.ขอบกระจกด้านล่างขวามือของเราส่วนใหญ่ มักจะเป็นแอ่งท้องช่าง
8.เอกลักษณ์ฐานพิมพ์  7  ชั้นนิยม  คือฐานชั้นที่ 3  จากล่างจะตกท้องช้างบริเวณนี้
9.เส้นขอบแม่พิมพ์ และเส้นซุ้มด้านขวาองค์พระจะชิดกันมากกว่าด้านซ้าย


พระสมเด็จเกศไชโย 6 ชั้น อกตัน


ตำหนิเอกลักษณ์

1.พระเกศยาวแหลม ในองค์ชัด ติดเต็มๆตรงกลางจะโปร่งเล็กน้อย
2.ลำคอจะเล็กและอาจบิดได้ ถือเป็นเรื่องปกติ
3.พระอุทร พลิ้วเล็กน้อย แต่ดูแข็งกว่าพิมพ์ 7 ชั้นนิยมเล็กน้อย
4.แขนทั้งสองข้างจะหักศอกน้อยๆ
5.เข่าจะอิ่มและปลายจะเชิดงอนขึ้น
6.รอยเหนอะที่ข้างฐาน
7.รอยแตกรานบนผิวเป็นเหลี่ยมเป็นมุม

 


พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑใหญ่


ตำหนิเอกลักษณ์

1.โคนพระเกศใหญ่ ปลายพระเกศจรดยอดซุ้มครอบแก้ว
2.พระพักตร์กลมปนรี
3.พระกรรณแนบชิดพระพักตร์และสอบเฉียงลงมา
4.หัวไหล่ซ้ายองค์พระจะสูงกว่าหัวไหล่ขวา
5.สังฆาฏิจะสั้นเป็นแบบสิงห์สอง
6.แขนขวาองค์พระกาง
7.ปลายเข่าซ้ายองค์พระจะเชิดขึ้น
8.ฐานชั้นบนสุดจะมีร่อง
9.ฐานชั้นล่างสุดเป็นฐานเขียง


สมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่อกวี


ตำหนิเอกลักษณ์

1.พระเกศค่อนข้างเขื่อง
2.พระพักตร์เกือบกลม พระกรรณขวามักติดรำไรเห็นเป็นลำโค้ง จรดบ่า
3.มีลำพระศอ
4.พระอุระเป็นแบบอกวี
5.ยอดซอกแขนซ้ายองค์พระจะสูงกว่ายอดซอกแขนขวา
6.รอยจีวรที่พาดจากแขนลงมาที่เข่า
7.เข่าแม้จะสึกเลือน แต่ยังเห็นร่องรอยการทับซ้อน ของเข่าซ้ายเหนือเข่าขวา
8.โปรดสังเกตเส้นแซมใต้หน้าตัก
9.ฐานชั้นกลางเป็นฐานขาสิงห์ ขอบบนจะนูนและพับเข้า


เหรียญรุ่นแรกอาจารย์ฝั้น อาจาโร พ.ศ.2507

 

สร้าง ปีพ.ศ. 2507  ลักษณะเป็นเหรียญปั๊ม  ตัดขอบด้วยเครื่อง  มีเพียงพิมพ์เดียว  บล็อคเดียวเท่านั้น  จำนวนสร้างน้อยมากเพียง  200 กว่าเหรียญ  เท่าที่พบเจอเหรียญรุ่นแรกจะเป็นเนื้ออัลปาก้าเสียเป็นส่วนใหญ่  ลักษณะเนื้อเหรียญมีสีเงินวาว  หากผ่านการบูชาใช้ผิวจะเปลี่ยนเป็นสีเงินซีดจาง  แต่จะไม่เป็นเนื้อเงินอมเหลือง  นอกจากเนื้ออัลปาก้าแล้วยังเนื้อเนื้อทองแดง  ทองแดงรมดำ  ทองแดงกะไหล่ทอง(หายาก)  และเนื้อทองคำ

บล็อก แม่พิมพ์เหรียญรุ่นแรก  ตัวบล็อคด้านหน้าถูกนำไปใช้ปั๊มเหรียญรุ่นต่อมาอีกหลายรุ่น  แต่ละรุ่นได้มีการเปลี่ยนตัวบล็อคแม่พิมพ์ด้านหลังเหรียญ  ในการจำแนกเหรียญรุ่นต่างๆ  จึงใช้วิธีสังเกตจากความแตกต่างที่ด้านหลังของเหรียญ

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  พื้นเหรียญเรียบแน่น

2.  มีเส้นแตกเฉียงด้านหน้า  บริเวณคาง

3.  มีเม็ดผดเล็กๆ  บริเวณจุดนูน หน้าอักษร พ

4.  มีติ่งแหลมที่ตัว อ. อาจาโร

5.  มีเส้นแตกบางๆ  พุ้งจากไหล่ซ้ายขึ้นด้านบน

ด้านหลัง

1.  มีตัว  ม  ซ้อนอยู่ด้านหลังคำว่า  ขาม (ตัวเล็กบางแต่คม)

2.  ครีบข้างหูเหรียญ  มีเส้นเป็นทิวแบบเส้นวงเดือน

3.  ตัว  นะ  มีติ่งแหลมคมมาก

4. จุดสำคัญ - ขอบเหรียญตรงกลางด้านขวา  จุดนี้จะมีครีบคมๆ


เหรียญอาจารย์ฝั้น อาจาโร รุ่นสาม

เหรียญ อาจารย์ฝั้น รุ่น3 เป็นเหรียญอีกรุ่นหนึ่งที่คณะศิษย์ทหารอากาศสร้างถวาย  ด้านหลังเหรียญระบุว่า     " ศิษย์ ทอ. สร้างถวาย รุ่นสาม " และตัวเลขปีพ.ศ. 2508  ส่วนชื่อวัดนั้นจะต่างจากรุ่นแรก  คือเปลี่ยนจากวัดป่าถ้ำขาม  เป็นวัดป่าอุดมสมพร  จ.สกลนคร  เนื้อเหรียญเป็นเนื้อทองแดง  มีทั้งผิวไฟ  และรมดำ

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  พื้นเหรียญเรียบแน่น

2.  มีเส้นแตกเฉียงด้านหน้า  บริเวณคาง

3.  มีเม็ดผดเล็กๆ  บริเวณจุดนูน หน้าอักษร พ

4.  มีติ่งแหลมที่ตัว อ. อาจาโร

5.  มีเส้นแตกบางๆ  พุ้งจากไหล่ซ้ายขึ้นด้านบน

ด้านหลัง

1.  ระหว่างตัว  ท  และ  อ  มีก้อนตุ่เนื้อ

2.  ตรงคำว่า พ.ศ.  มีเส้นแตกใต้ตัว พ

3.  มีเส้นแตกยาวเหนือตัว ร  ของคำว่าวัดป่าอุมดมสมพร

4.  มีเส้นแตกเหนือตัว  น  ของคำว่า  สกลนคร

5.  มีเส้นแตกบางๆ  เหนือตัว  ค  ของคำว่า  สกลนคร


เหรียญอาจารย์ฝั้น อาจาโร รุ่นสี่

คณะ ศิษย์ทหารอากาศสร้างเหรียญรุ่น  4  ถวายอาจารย์ฝั้น  ด้านหลังเหรียญระบุว่า  เป็นเหรียญรุ่นสี่  " วัดป่าภูธรพิทักษ์ " และปี พ.ศ. 2508  วัดป่าภูธรพิทักษ์เดิมชื่อว่า  วัดธาตุนาเวง  จ.สกลนคร  เป็นวัดที่อาจารย์ฝั้นบูรณะจนรุ่นเรือง  เหรียญรุ่น 4 มีเนื้ออัลปาก้า  และเนื้อทองแดง  ด้านหน้าใช้บล็อคแม่พิมพ์เดิมมาปั๊มใหม่  ส่วนด้านหลังแกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่  มี  2  บล็อค

เหรียญอาจารย์ฝั้น อาจาโร รุ่นสี่ "บล็อคอัลปาก้า"

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  มีเส้นแตกตื้นๆ  เหนือศรีษะอาจารย์ฝั้น

2. มีเส้นแตกเฉียงด้านหน้า  บริเวณคาง

3. มีเส้นแตกบางๆ  พุ้งจากไหล่ซ้ายขึ้นด้านบน

ด้านหลัง

1.  มีเส้นแตกผ่านสระอา  ของคำว่า  วัดป่าภูธรพิทักษ์

2.  พื้นเหนือคำว่า  สี่  มีรอยแกะบล็อคไม่เรียบ

3.  มีเส้นแตกเฉียงยาวจากใต้ตัว  พ  มาที่เล็ก  0

4.  มีเส้นแตก  หรือเส้นขนแมวระหว่างยันต์

เหรียญอาจารย์ฝั้น อาจาโร รุ่นสี่ "บล็อคทองแดง"

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  มีเส้นแตกตื้นๆ  เหนือศรีษะอาจารย์ฝั้น

2. มีเส้นแตกเฉียงด้านหน้า  บริเวณคาง

3. มีเส้นแตกบางๆ  พุ้งจากไหล่ซ้ายขึ้นด้านบน

ด้านหลัง

1.  ระหว่างเลข  5  และ เลข 0 มีติ่งเนื้อ

2.  ตัวหนังสือ  รุ่นสี่  ต่างจากอีกบล็อค

3.  มีติ่งเนื้อตื้นๆ  ด้านหน้าตัว  ถ ถวาย


เหรียญอาจารย์ฝั้น อาจาโร รุ่นเจ็ด

เหรียญ รุ่นเจ็ด  สร้างปีพ.ศ.2511 เนื้อทองแดง  เป็นเหรียญสุดท้ายที่ใช้บล็อคด้านหน้าแม่พิมพ์ตัวเดิมที่ใช้มาตั้งแต่รุ่น แรก  ส่วนด้านหลังลงอักขระยันต์พญายูงทองคล้ายกับรุ่น 6  แต่ได้เพิ่มดอกจันทร์ที่ด้านบน

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  พื้นเหรียญตังเรียบแน่น

2.  มีเส้นเสี้ยนเล็กๆ  เป็นธรรมชาติอยู่บนพื้นเหรียญ

3.  ผิวรมดำแห้งเก่าเดิมๆ

ด้านหลัง

1.  พื้นเหรียญเรียบแน่นแม่แต่ข้างหูเหรียญ

2.  มีเส้นแตกใต้ดอกจันทร์

3.  มีเส้นแตกที่ตัว  นะ

4.  ตัวอัขระยันต์มีความคมชัด  และมีเส้นแตกบางๆ  อาจจะเกิดจากการแกะบล็อคพลาด


พระปิดตา หลวงพ่อทับ วัดทอง พิมพ์นั่งบัวพิมพ์ใหญ่

พระ ปิดตาหลวงพ่อทับ  วัดทององค์นี้เรียกว่า พิมพ์นั่งบัว  สร้างจากเนื้อสัมฤทธิ์เงิน  ผิวจะดูคล้ำเข้มจัดมีความมันตามธรรมชาติ  ปรากฏรูพรุนปลายเข็ม  ตามผิวและซอกลึกมีคราบขี้เบ้า  และสนิมขุม

จุดสังเกตุเบื้องต้น

1.  พระเศียร(ศรีษะ) กลมมนคล้ายตุ๊กตา  มีพระเกศแหลมยื่นขึ้ไป

2.  โคนพระเกศรายล้อมด้วยเม็ดพระศก  2  ชั้น

3.  พระพาหาเป็นลำกลมโตตวัดหักศอกเป็นวงโค้ง

4.  ยกพระหัตถ์ 1 คู่ ยื่นออกมาปิดพระพักตร์(หน้า)  พระหัตถ์ทำเป็นนิ้วข้างละ 5 นิ้วชิดติดกัน และเรียเสมอกัน

5.  พระกัณฑ์(หู)  ทั้งสองด้านมีเส้นยันต์ติดอยู่

6.  ไม่ปรากฏพระพาหายื่นออกมากุมปิดพระนาภี(สะดือ)

7.  พระเพลา(หน้าตัก)  เป็นแบบขัดสมาธิเพชร

8.  พระชง(แข้ง) เป็นลำยาว

9.  พระชานุ(เข่า)  มนได้สัดส่วน

10.  ฝ่าพระบาทยื่นหงายออกไปพาดเหนือหัวเข่า

11.  ตามซอกลึกปรากฏคราบสนิมขุม  และคราบขี้เบ้า

12.  องค์พระประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำหงาย  กลางกลีบเป็นเกสรแบบบัวลูกแก้ว

13. ด้าน หลังเดินเส้นยันต์(ลักษณะกลม แบบเส้นขนมจีน)  ตรงกลางเป็นยันต์ตัวเฑาะว์  สองข้างเป็นยันต์อุนาโลม ในซอกลึกปรากฏคราบสนิมขุมปะปนกับคราบขี้เบ้า


พระปิดตา หลวงพ่อทัพ วัดทอง พิมพ์ยันต์น่อง

พระ ปิดตายันต์ยุ่ง หลวงพ่อทับ วัดทอง  องค์นี้เรียกว่า พิมพ์ยันต์น่อง  สร้างจากเนื้อสัมฤทธิ์  ผิวกลับคล้ำดำมีความวาวมันในตัว  ปรากฏรูพรุนปลายเข็มโดยทั่วไป  ในซอกลึกปรากฏคราบสนิมขุมปะปนกับคราบขี้เบ้า

จุดสังเกตุเบื้องต้น

1.  พระเศียร(ศรีษะ)  กลมมนลักษณะเดียวกับพิมพ์เศียรโต  กลางพระเศียรมีเส้นยันต์บรรจุ

2.  พระนลาฏ(หน้าผาก)  ปรากฏเส้นยัตน์ตัว นะ ยาวคาดขวาง

3.  ในซอกลึกพื้นผิวองค์พระจะไม่เรียบตัง  เห็นสนิมขุม และคราบขี้เบ้าจับอยู่

4.  มีลำพระพาหา 1 คู่ยื่นออกมาที่พระพักตร์(ใบหน้า)   ปรากฏพระหัตถ์(มือ) มีนิ้ว 10 นิ้ว ยึดขึ้นไปแต่ไม่จรดเส้นยันต์ที่พระนลาฏ  นิ้วพระหัตถ์เหยียดยาวเป็นแนวขนาดเสมอกัน

5.  ซอกพระพาหาทั้งสองด้านบรรจุเส้นยันต์ตัว นะ ปลายหางยันต์ตวัดขึ้นจรดข้อพระกรดูแน่นพื้นเต็มที่

6.  มีลำพระพาหาอีก 1 คู่ยื่นออกมาที่พระอุทร(ท้อง)  ฝ่าพระหัตถ์(มือ)  ยกปิดพระนาภี(สะดือ)  เหนือพระหัตถ์คู่นี้มีร่องลึกรูปสามเหลี่ยม  ปรากฏคราบขี้เบ้า  และสนิมขุมจับอยู่ภายใน

7.  พระเพลา(หน้าตัก)  เป็นแบบขัดสมาธิเพชร  ขาขวาทับขาซ้าย  บนพระเพลามีเส้นยันต์ตัว นะ พาดบนน่องเป็นที่มาของชื่อพิมพ์

8.  พระชงฆ์(แข้ง)  เป็นลำหนาใหญ่

9.  ฝ่าพระบาทยื่นหงายออกพาดบนพระชานุแผ่เห็นนิ้วพระบาท

10. ด้าน หลังเดินเส้นยันต์(ลักษณะกลม แบบเส้นขนมจีน)  ตรงกลางเป็นยันต์ตัวเฑาะว์  สองข้างเป็นยันต์อุนาโลม ในซอกลึกปรากฏคราบสนิมขุมปะปนกับคราบขี้เบ้า


พระปิดตา หลวงพ่อทับ วัดทอง ยันต์ยุ่ง

 

พระ ปิดตาหลวงพ่อทัพ  วัดทอง  องค์นี้เป็นพิมพ์ยันต์ยุ่ง  สร้างจากเนื้อสัมฤทธิ์  ผิวมีความมันวาวในตัว  ปรากฏรูพรุนปลายเข็มโดยทั่วไป  ในซอกลึกปรากฏคราบสนิมขุม  และคราบขี้เบ้า

จุดสังเกตุเบื้องต้น

1.  พระเศียร(ศรีษะ)  กลมโต  พระนลาฏ(หน้าผาก)  กว้างปรากฏเส้นยันต์ตัว นะ คว่ำ(กลมแบบเส้นขนมจีน)ยืดไปตามแนวพระนลาฏ  มีรอยย่นของเส้นยันต์

2.  มีลำพระพาหา 1 คู่ ยื่นออกมาที่พระพักตร์(หน้า)  ปรากฏพระหัตถ์(มือ) มีนิ้ว 10 นิ้วยืดไปจรดเส้นพระนลาฏ

3. ซอกพระพาหาทั้งสองด้านบรรจุเส้นยันต์ตัว นะ ปลายหางยันต์ตวัดขึ้นจรดข้อพระกรดูแน่นพื้นเต็มที่

4. มีลำพระพาหาอีก 1 คู่ยื่นออกมาที่พระอุทร(ท้อง)  ฝ่าพระหัตถ์(มือ)  ยกปิดพระนาภี(สะดือ) ปรากฏคราบขี้เบ้า  และสนิมขุมจับอยู่ภายใน

5. พระเพลา(หน้าตัก)  เป็นแบบขัดสมาธิเพชร  ปกติขาขวาทับขาซ้าย แต่องค์นี้ขาซ้ายทับขาขวา

6.  พรงชงฆ์(แข้ง)  เป็นลำหนาใหญ่กว่าลำพระพาหาอย่างเห็นได้ชัด

7.  ด้านหลังเดินเส้นยันต์(ลักษณะกลมแบบเส้นขนมจีน)  ตรงกลางเป็นยันต์ตัวเฑาะว์  สองข้างเป็นยันต์อุนาโลม ในซอกลึกปรากฏคราบสนิมขุมปะปนกับคราบขี้เบ้า


พระปิดตา หลวงพ่อทับ วัดทอง ยันต์ยุ่ง

พระ ปิดตาหลวงพ่อทับ วัดทององค์นี้ เป็นพิมพ์ยันต์ยุ่ง  สร้างจากเนื้อสัมฤทธิ์  ตามผิว  และซอกลึกมีคราบขี้เบ้า  และสนิมขุม  ตลอดจนรูพรุนปลายเข็มทั่วไป  แต่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นพิมพ์ตุ๊กตา

จุดสังเกตุเบื้องต้น

1.  พระเศียร(ศรีษะ)  กลมมนโตคล้ายตุ๊กตา  เหนือพระเศียรและโดยรอบเดินเส้นยันต์แปะไว้

2.  พระพาหาเป็นลำกลมค่อนข้างใหญ่  ยกพระหัตถ์ 1 คู่ ขึ้นไปปิดพระพักตร์(ใบหน้า)  นิ้วทั้งสองมือเรียงชิดกัน  พระกรรณทั้งสองด้านมีเส้นยันต์ตัว นะ ปิดอยู่

3.  ด้านหลังวางเส้นยันต์ไว้ได้อย่างสวยงามลงตัว  ตรงกลางเป็นยันต์ นะ ด้านล่างเป็นยันต์ตัว อุ  พื้นผิวตามซอกลึกมีสนิมขุม และคราบขี้เบ้า  ปะปนกับรูพรุนปลายเข็ม

4.  ลำพระองค์ชลูดยาวขึ้นไป  ตรงพระอุทรมีเส้นยันต์กลมใหญ่ตัว อุ  พาดลงมาที่กลางพระเพลา

5.  พระเพลา(หน้าตัก)  เป็นแบบขัดสมาธิเพชร  มีขนาดค่อนข้างใหญ่


เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้

เหรียญ เสมาพิมพ์นี้ชาวบ้านเรียกกันว่า " เหรียญหัวโต "  สร้างครั้งแรกในปี 2500  แม่พิมพ์มีบล็อคเดียว  แต่ด้านหลังเมื่อปั้มในช่วงท้ายๆ บางเหรียญอาจมีรอยเขยื้อนที่ตัวอักขระด้านบน " นะ มะ พะ ทะ " และที่หน้าอาจารย์ทิม  สำหรับเนื้อเหรียญมีเฉพาะเนื้อทองแดงเท่านั้น (ถ้าเจอเนื้ออื่นอย่างเช่นเนื้อเงินก็ยืนยันได้แน่นอนว่า "เก๊" )

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  สองข้างหูเหรียญมี "ครีบเนื้อเกิน" เป็นเอกลักษณ์ของเหรียญรุ่นแรก  เหรียญทั่วไปไม่มีครีบเนื้อ  เกิดโดยบังเอิญจากการตัดขอบเหรียญแล้วเหลือครีบเนื้อเกินทั้งสองด้าน

2.  ศรีษะหลวงพ่อด้านบน เยื้องไปทางขวามี 2 ลอน หรือ 2 ขยักด้านบน  คือไม่ได้ลาดมนขึ้นไปด้านบนอย่างทั่วไป  ลักษณะดังกล่าวเกิดจากการแกะบล็อคแม่พิมพ์

3.  เบ้าตาขวาต่ำกว่าเบ้าตาซ้าย  มีเม็ดลูกตาขวาใหญ่กว่าลูกตาซ้าย  ตำแหน่งของเบ้าตาขวาสังเกตให้ดีจะเห็นว่าอยู่ต่ำกว่าเบ้าตาซ้ายขนาดของเม็ด ลูกตาขวาจะมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดลูกตาซ้าย  ซึ่งเม็ดลูกตาทั้งสองข้างจะปั๊มติดเป็นเม็ดกลมชัดเจน  มีข้อสังเกตอีกอย่างว่า  เม็ดลูกตาขวาไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก  ถ้าใหญ่มากก็ให้ระวังจะเป็นเหรียญปลอม

4.  ใต้จมูกมีเส้นขีดในแนวนอน ใต้จมูกหรือเหนือริมฝีปากมีเส้นขีดในแนวนอน  เป็นเส้นที่ติดชัดเจนจากในแม่พิมพ์  ถ้าเส้นตื้น  หรือแบนเบลอจะเป็นของปลอม

5.  เม็ดกลมในช่องลายกนกด้านซ้ายเป็นเม็ดกลมนูนชัดเจน  ในช่องลายกนกด้านซ้ายมีเม็ดกลมอยู่ 4 เม็ด ทุกเม็ดปั๊มเป็นเม็ดนูนชัดเจน  ถ้าเม็ดบี้แบน หรือตื้นเบลออาจะเป็นของปลอม

6.  มีเนื้อเกินในร่องระหว่างกลีบบัวที่ 2 และ 3 จากด้านขวาของเหรียญ  ก้อนเนื้อเป็นเหมือนเนื้อผดผื่น เป็นตำหนิจากในแม่พิมพ์  อุดตันอยู่ในร่องระหว่างกลีบบัวที่ 2 และ 3

7.  จุดสำคัญ  " เหรียญหนาข้างบางข้าง " คือด้านขวาจะหนากว่า ด้านซ้าย ถ้าพลิกดูเหรียญจากด้านข้างคือด้านขอบ  จะเห็นว่าเหรียญหนาข้าง และบางข้าง  ด้านหนาจะอยู่ทางด้านขวาของเหรียญ  ส่วนด้านบางจะอยู่ทางด้านซ้ายของเหรียญ  จุดนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเหรียญรุ่นแรก  " เกิดจากการรีดแผ่นทองแดงให้ได้ขนาดก่อนนำไปปั๊ม "

ด้านหลัง

1.  รอบรูหูเหรียญมีเนื้อปลิ้นออกมา  เนื้อปลิ้นรอบรูหูเหรียญเกิดจากการปั๊มเจาะรู  เมื่อใช้เครื่องปั๊มเจาะรูจากด้านหน้าไปยังด้านหลังทำให้หูเหรียญด้านหลังมี ครีบเนื้อปลิ้นออกรอบๆ  หูเหรียญ

2.  ตัวอักขระ " นะ มะ พะ ทะ " มีความคมชัดเจน  ความคมชัดของเส้นสายอักขระต่างๆ  ต้องมีความคมทุกรายละเอียดทั้งด้านหน้า และหลัง  เคยเห็นเหรียญเก๊ฝีมือเฉียบทำความคมได้ดีแต่ยังไม่คมทุกจุด  เช่น ตัวอักขระ " นะ มะ พะ ทะ " ยังตื้นเบลอกว่าปกติ

3.  หางตัว น ปลายหางแยกเป็นแฉก  หางตัว น แยกเป็นแฉกเกิดจากการแกะแม่พิมพ์เป็นตำหนิมาจากในพิมพ์

4. พื้นผิวเรียบแน่น  ไม่มีรอยเหนอะ หรือฟองอากาศ  พื้นเหรียญต้องมีความเรียบแน่เป็นธรรมชาติของเหรียญปั๊ม  ถ้าพื้นผิวมีรอยเหนะ หรือฟองอากาศจะเป็นเหรียญปลอมถอดพิมพ์

5.  ขอบเหรียญตัดเรียบร้อยไม่มีเส้นซ้อน  เส้นซ้อนจะต่างจากครีบบางๆ  หรือเนื้อปลิ้นตามขอบซึ่งเหรียญแท้มีครีบได้  แต่เส้นซ้อนในที่นี้เป็นเส้นขอบของเหรียญแท้ที่ใช้ก๊อปปี้  เมื่อตัดขอบเหรียญเก๊จะตัดไม่พอดีกับขอบเดิมทำให้เหลือเส้นขอบเดิม


เหรียญรุ่น 3 หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้

เหรียญ รุ่น 3 หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้    เนื้อทองแดง เหรียญนี้เป็นพิมพ์ 2 จุด ประคตข้างเดียว เป็นพิมพ์นิยมสุด  ในทั้งหมดประมาณ 7 พิมพ์  บล็อคแม่พิมพ์ของเหรียญรุ่น 3 มีอยู่หลายบล็อค  และมีการสร้างออกมาหลายเนื้อ ได้แก่ เนื้อทองคำ  เงิน  อัลปาก้า และทองแดง

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  มีเส้นคมๆ  ใต้หูเหรียญ  เส้นคมๆ  นี้เกิดจากการปั๊มเป็นรอยเขยื้อน

2.  เส้นซุ้มด้านบนมีความคมชัดมาก

3.  มีเส้นแนวดิ่งในช่องกนกด้านซ้าย  ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นเป็นเส้นบางๆ ทิ้งตัวในแนวดิ่งอยู่ในช่องกนกด้านซ้ายของเหรียญ

4.  จะต้องมีจุดกลมๆ ที่กลีบบัวทั้งด้านบน  และด้านล่าง (ถ้าไม่มีจุดกลมๆ ที่กลีบบัวด้านล่างถือว่าไม่ใช่พิมพ์ 2 จุด)

ด้านหลัง

1.  มีเส้นแตกแนวขวางด้านบนอักขระยันต์ตัว พะ

2.  มัเส้นขนแมวบางๆ  ทิ้งตัวในแนวดิ่งใตัอักขระยันต์ตัว พะ

3.  ลูกตาด้านซ้ายของหลวงปู่ทิมติดชัดเจนกว่าลูกตาด้านขวา

4.  สระ อู มักจะปั๊มบี้แบน


เหรียญรุ่น 3 หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ บล็อคเงินลงยา

เหรียญรุ่น 3 หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ บล็อคเงินลงยา เป็นเหรียญที่สร้างจำนวนน้อย  ราคาเช่าบูชาสภาพสวยๆ  ขึ้นไปจนถึงหลักแสนก็มี เหรียญรุ่น 3 หลวงปู่ทวด ที่ลงยาจะมีสีแดง และสีเขียว แต่เหรียญเงินบล็อคลงยาที่ไม่ได้ลงยาก็มีเช่นกัน

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  สังเกตุที่คอด้านขวาของหลวงพ่อจะปรากฎเส้นเอ็นใหญ่เห็นได้ชัดเจน

2.  ริ้วจีวรด้านซ้ายของหลวงปู่ทวดคมชัดมาก

ด้านหลัง

1.  มีติ่งเนื้อใตัอักขระยันต์ตัว นะ

2.  มีเส้นแตกเฉียงบางๆ  ที่ตัวอักขระยันต์ทางด้านขวาเหรียญ

3.  มีเส้นแตกเฉียงใตัตัวอักษร  ท


เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์

 

เหรียญ เลื่อนสมณศักดิ์จัดสร้างขึ้นในปีพ.ศ.2508 ในโอกาสที่ พระครูวิสัยโสภณ หรือหลวงปู่ทิม อิสริโก ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโทพัดขาว ฝ่ายวิปัสสนา เหรียญ รุ่นนี้จัดสร้างด้วยกัน 4 เนื้อ มี เนื้อทองคำ ค่านิยมกว่า 1 ล้านบาท เนื้อเงิน ค่านิยมแสนปลายๆ เนื้ออัลปาก้า ในอดีตค่านิยมเพียง 2-3พันบาท แต่ปัจจุบันหาเช่ากันในราคาแสนต้นๆ ถึง 2 แสน และ เนื้อทองแดง ค่านิยมหลักแสน หากรมดำสวยๆ ต้อง 3 -4 แสนบาท

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1.  มีเส้นขีดแผ่วๆ  ในแนวนอนเหนือศรีษะ (เป็นเส้นจางๆ ไม่คมชัดมาก)

2.  บล็อคนิยมจะมีเส้นขนแมว  3  เส้น พุ่งเฉียงขึ้นจากเส้นซุ้ม

3.  มีเส้นแตกจากข้างแก้มแทงทะลุเข้าไปในร่องเส้นซุ้มด้านขวาของเหรียญ (ด้านซ้ายองค์หลวงปู่ทวด)

4.  ในช่องเข่าซ้ายมีเส้นละเอียดยิบแบบลายมุ้ง

5.  มีเส้นแตกใต้ตัวสระ ใ

ด้านหลัง

1.  บล็อคพิมพ์นิยมมีเส้นแตกบางๆ  1 เส้นจากยันต์ข้างหูซ้าย

2.  บล็อคพิมพ์นิยมมีเส้นแตกบางๆ  2 เส้นจากยันต์ข้างหูขวา

3.  พื้นเหนือคำว่าครูมีแอ่งตื้นๆ

4.  ผิวเหรียญโดยรวมต้องเรียบแน่น  ไม่มีรอยผิวเนอะ หรือผดผื่น


พระหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน พิมพ์ใหญ่A หัวขีด (เนื้อว่านสบู่เลือด)

หลวงปู่ทวดปี 2497 วัดช้างให้หากแยกหลักๆ ก็จะมีหลวงปู่ทวดพิมพ์กรรมการ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์พระรอด พิมพ์กลาง พิมพ์ต้อ พิมพ์ชะลูด หลวงปู่ทวดพิมพ์ไหนที่นิยมมากสุด ปัจจุบันจะเป็นหลวงปู่ทวดพิมพ์กรรมการและพิมพ์ใหญ่  หลวงปู่ทวดเนื้อว่านสบู่เลือดองค์นี้เป็นพิมพ์ใหญ่ A ไหล่จุดหัวขีด  เป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด นักสะสมเรียกกันสั้นๆว่า”พิมพ์หัวมีขีด”

การศึกษาก่อนอื่นเราต้องรู้ที่มาของพระ รู้ประวัติความเป็นมาเป็นไปของพระที่เราจะศึกษา อย่างพวกวิธีการสร้างว่าสร้างแบบไหน แกะพิมพ์แบบไหน เนื้อมวลสารทำแบบไหน มีอะไรเป็นส่วนผสมบ้าง พอเรารู้เราจะมองภาพออก และเวลากดพิมพ์กดยังไง เอาพระออกจากพิมพ์มีวิธีการเอาออกยังไง อันนี้ก็สำคัญ พอเรารู้สิ่งเหล่านี้แล้วเราจะเข้าใจง่าย

หลักการพิจารณาเบื้องต้นมีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน คือ
1.ต้องศึกษาพิมพ์พระมีพิมพ์อะไรบ้าง จำพิมพ์ทรงให้แม่น
2.ดูมวลสารส่วนผสมเนื้อหาว่ามีอะไรบ้างถูกต้องหรือไม่
3.ต้องเป็นพระที่ไม่ได้ถูกถอดพิมพ์

พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน สร้างในปีพ.ศ. 2497 สร้างมาจาก ว่าน 108 อย่างรวมกับดินกากยายักษ์ มวลสารของพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ไม่ว่าจะแก่ดิน หรือแก่ว่าน มีมวลสารประกอบที่เห็นได้ชัดเจนทุกองค์ ว่าจะต้องประกอบไปด้วย เม็ดดำ  เม็ดแดง(สีอิฐเผา)  และเม็ดขาว  เม็ดแร่ที่มีมากๆ อยู่ด้านหลังพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี2497  หรือที่มีประปรายอยู่ด้านหน้าพระนั้น เป็นแร่ที่ท่านคหบดี อนันต์ คณานุรักษ์ นำมาจากเหมืองของท่าน เนื่องจากในขณะนั้นท่านประกอบธุรกิจด้านเหมืองแร่ด้วย     ท่านเรียกแร่นี้ว่า “ กิมเซียว ” หากพิจารณาคำว่า “ กิมเซียว ” เป็นคำภาษาจีน แปลว่า ทองน้อย หรือทองอ่อน  เมื่อมาพิจารณาสีของเม็ดแร่ ก็ปรากฏว่ามีสีทองอ่อนๆ  ดังนั้นน่าจะสันนิษฐานว่า ท่านคหบดี อนันต์ คณานุรักษ์ คงจะตั้งชื่อแร่นี้เป็นภาษาจีนตามสีสันของแร่ที่ท่านเห็น

ข้อพิจารณาลักษณะโดยทั่วไปของพระหลวงปู่ทวด เนื้อว่าน ปี 2497 คือ

1) จะมีทั้งหมด 16 พิมพ์ ซึ่งในแต่ละพิมพ์จะมีพุทธลักษณะองค์พระเหมือนๆ กัน คือ หลวงปู่ทวดนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย ต่างกันแต่เพียงขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เท่านั้น และแต่ละพิมพ์จะมีความชัดเจน

2) ลักษณะผิวขององค์พระ ถ้าไม่ผ่านการใช้หรือสัมผัสมาเลย หรือที่เรียกว่า "ผิวเดิม" จะออกสีดำหรืออมน้ำตาล บางองค์จะปรากฏยางว่านของมวลสารลักษณะเป็นไขขาวปูดขึ้นมาจากเนื้อในคล้ายๆ ยางมังคุด และมีฝ้าขาวเหมือนแป้งบางๆ ปกคลุมอยู่โดยทั่ว

3) เนื้อมวลสาร ประกอบด้วย พระธาตุ ว่าน 108 และผงสีขาวใส บางองค์จะมีความละเอียดจับตัวแน่น บางองค์ก็หยาบฟู เนื้อในจะมีสีดำหม่นแกมเทาแก่ พื้นผิวปรากฏแร่ดินดำหรือที่เรียกว่า "ว่านกากยายักษ์" อยู่ทั่วองค์พระ และมีผงขาวใสเป็นจุดอยู่ประปรายสัณฐานไม่แน่นอนสังเกตเห็นโดยง่าย ถ้ามองให้ดีๆ จะพบสีแดงคล้ายดอกพิกุลซอกซอนอยู่ตามเนื้อขององค์พระ ลักษณะเนื้อจะต้องแห้งตามกาลเวลา ไม่ใหม่สดใสเหมือนของที่สร้างใหม่ๆ

4) ด้านหลังเป็นหลังอูมนูนเล็กน้อย และหลังเรียบ บางส่วนจะปรากฏประกายดำวาวอย่างกากเพชร แต่ไม่ปรากฏทุกองค์ สันนิษฐานว่าเป็นแร่ชนิดหนึ่งที่นำมาแตะไว้


5) พระบางองค์มีรูเสียบไม้ส่วนล่างใต้ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

6) ขอบด้านข้างจะห่อเข้าหากันเล็กน้อยพอสังเกตได้ บางองค์บิดงออย่างเป็นธรรมชาติ

7) ปรากฏรอยนิ้วมือคีบจับขึ้นจากเบ้าพิมพ์บริเวณขอบข้างด้านล่างขององค์พระ

สำหรับองค์พระที่มีความสมบูรณ์มากๆ ไม่ได้ผ่านการใช้มาก่อน ผู้ที่ไม่สันทัดจะไม่ค่อยสามารถสังเกตเห็นมวลสารดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ อย่างเด่นชัด  เพราะฉะนั้น การพิจารณา "พระหลวงปู่ทวด เนื้อว่าน ปี 2497" จึงต้องทำความเข้าใจกับผิวขององค์พระให้ละเอียดลึกซึ้ง และที่สำคัญคือ ต้องศึกษาและจดจำพิมพ์ทรงได้อย่างถี่ถ้วนและแม่นยำ

จุดสังเกต  หรือเอกลักษณ์ คือ

1.  มีขีดเส้นแตกที่ข้างศีรษะเหนือหูด้านซ้ายและด้านขวา

2.  ไหล่ซ้ายขององค์พระมีจุด

3.  หัวไหล่ขวาสูงกว่าหัวไหล่ซ้าย

4.  มีเส้นพาดเฉียงในซอกแขนขวา

5.  มีเส้นทั้งแนวตั้ง  และแนวนอนหลายเส้นที่ลำองค์ด้านซ้าย

6.  ผ้าสังฆาฏิคล้ายกับรากไม้ ฐานบัวลึกชัดเจน

7.  ด้านหลังขององค์พระปรากฏเห็นเม็ดแร่สีดำ ซึ่งเป็นตำหนิในการพิจารณาที่ให้ความสำคัญมากกับ”พิมพ์หัวมีขีด”

องค์ในภาพที่นำเสนอเป็นเนื้อว่านที่มีว่านสบู่เลือดผสมในองค์พระอยู่ค่อนข้างมากจึงมีสีออกแดง  สภาพองค์พระสมบูรณ์  มีหน้ามีตาติดชัดเจน   “เบ้าตาลึก”  นับได้ว่าสวยมากๆ  และหายากที่สุด


พระหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน พิมพ์กรรมการ วัดช้างไห้ 2497

จุดสังเกตุพิมพ์ทรง และตำหนิในหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ พิมพ์กรรมการ ปี 2497

1.  เป็นพระเครื่องสร้างปี 2497 พร้อมกับพิมพ์อื่นๆ
2.  ปัจจุบันวงการจัดพิมพ์กรรมการเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 พิมพ์กรรมการใหญ่แบ่งเป็นพิมพ์ A และ พิมพ์ B
2.2 พิพม์กรรมการเล็ก - พิมพ์พระรอด
3.  พิมพ์กรรมการจะมีน้ำหนักตึงมือกว่าพิมพ์ใหญ่  เพราะมีดินกากยายักษ์มากกว่าพิมพ์ใหญ่ทั่วไปที่หนักไปทางว่านมากกว่า  ทำให้พิมพ์กรรมการมีสีออกโทนดำเข้ม  ขณะที่พิมพ์ใหญ่ออกสีออกโทนเท่าว่าน
4.  มีผู้สังเกตว่าในพิมพ์ใหญ่ทั่วไปมีการนำเนื้อมวลสารแบบพิมพ์กรรมการไปกดพิมพ์จำนวนหนึ่ง แต่พบน้อยในทางกลับกัน ในพระพิมพ์กรรมการ ยังไม่พบ เนื้อหาแบบพิมพ์ใหญ่
5.  รูใต้ฐานที่เกิดจากการงัดพระออกจากพิมพ์ปกติจะมี แต่องค์ที่ไม่มีเพราะมีการอุดภายหลังเพื่อความเรียบร้อย
6.  พระพิมพ์กรรมการก็เหมือนพิมพ์ใหญ่  และพิมพ์อื่นๆที่แกะแม่พิมพ์ด้านหน้าเพียงด้านเดียว  ด้านหลังเหมือนกันหมด
7.  แร่ที่โรยลงไปมักปรากฏที่ด้านหลังขณะกดพิมพ์  จะมีแร่หรืออาจจะไม่มีก็ได้
8.  แร่ดังกล่าวเข้าใจว่ามาจากเทือกเขาบูโด มีสัณฐานหลายเหลี่ยมค่อนข้างทึบแสงไม่วาว  ส่วนใหญ่มีสีขาวอมเหลืองนิดๆ  (ผู้สันทัดกรณีบอกว่าชื่อแร่ คารีนา ภาษามาลายู)
9.  สังเกตมวลสารหลักในพระหลวงพ่อทวดรุ่นแรกปรากฏมวลสารสีขาว  ดำ  แดง  แต่เฉพาะพิมพ์กรรมการมวลสารสีขาว  ปรากฏน้อยมากหรืออาจไม่มีเลย  แต่สีดำ  และแดง  จะชัดเจนกว่าในพิมพ์อื่นๆ
10. นอกจากมวลสารสีดำตามข้อ 9 แล้ว เนื่องจากพิมพ์กรรมการมีดินกากยายักษ์เป็นจำนวนมากจึงปรากฏเม็ดแร่สีดำเล็กๆ  ละเอียดกระจายตัวไปเพราะแร่ชนิดนี้ปนอยู่ในธรรมชาติของดินกากยายักษ์
11. ข้อสังเกตสุดท้าย  ความชัดเจนประการหนึ่งคือมองด้วยตา  พระพิมพ์กรรมการมีลักษณะแน่นตัว  และมักจะไม่มีคราบน้ำว่านหรือขึ้นไข  เท่าพิพม์ใหญ่เนื่องจากพิมพ์กรรมการมีว่านผสมน้อยกว่า

เอกลักษณ์พิมพ์กรรมการมีดังนี้
1.  ปรากฏเส้นหน้าผากลึกชัดเจน
2.  มีเส้นร่องแก้มชัดเจนแบบอาปาเช่
3.  ริมฝึปากเด่นนูน
4.  มีเส้นกระดูกไหปลาร้าชัดเจน
5.  มีเม็ดตาสวยงาม
6.  มีริ้วจีวรชัดเจนเป็นธรรมชาติ
7.  ฐานบัวทั้ง 2 ชั้นควรติดเต็ม ถ้าติดไม่เต็ม และรายละเอียดอื่นๆ ไม่ชัดจะตีเป็นพิมพ์ใหญ่ทั่วไปทันที
8.  ในพิมพ์สมบูรณ์ปรากฏเส้นบังคับพิมพ์โดยรอบ
9,  ด้านหลังมักปรากฏหลายนิ้วมือ
ขอบคุณ The Art of Siam

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อคูณ  วัดบ้านไร่ พ.ศ.2512


เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อคูณ สร้างขึ้นเพื่อแจกในงานฉลองพระประธานวัดแจ้งนอก  จ.นครราชสีมา  เมื่อวันที่  9  สิงหาคม พ.ศ.2512  ณ ขณะนั้นหลวงพ่อยังเป็นพระหนุ่มเรียกท่านกันว่า  " พระอาจารย์คูณ " แม้ตอนนั้นท่านยังไม่แก่พรรษาแต่ท่านปลุกเสกเหรียญได้ขลังยอดเยี่ยมสร้างชื่อเสียงบารมีมายาวนานจวบจนทุกวันนี้

เหรียญรุ่นแรกมีเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดง รมดำ  ผู้ที่ได้รับแจกมักนำไปให้หลวงพ่อจารอักขระ  บางเหรียญจารเต็มทั้งหน้า และหลังเหรียญ  ช่วยเสริมให้ราคาช่วยเสริมให้ราคาเช่าบูชาสูงกว่าปกติ  เหรียมสวยคมรมดำเดิม  ตอนนี้ราคาทะลุหลักแสนไปแล้ว

การพิจารณาเหรียญรุ่นแรกต้องละเอียดรอบคอบ  เพราะมีของปลอมฝีมือดีออกมามาก  ต้องดูหลายองค์ประกอบ  ได้แก่  ความคมชัดของตัวหนังสือ  เหรียญสร้างด้วยการปั๊มพื้นเหรียญต้องมีความแน่น  ( ไม่มีผดผื่น  หรือรอยเหนอะ  ฟองอากาศ ) ผิวรมดำแห้งเก่าไม่สดวาว  ขอบเหรียญตัดเรียบร้อยไม่มีรอยขอบซ้อนแบบเหรียญปลอมถอดพิมพ์  " พื้นเหรียญรุ่นนี้มีตำหนิจากในบล็อกแม่พิมพ์เป็นเส้นเสี้ยนที่พื้นด้านหน้าทั้งเหนือศรีษะหลวงพ่อ และด้านล่าง  แต่ละเส้นต้องมีความคมเรียวเล็กเป็นธรรมชาติ  ถ้าเส้นจางหรือตื้นเป็นของปลอม "

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาด้านหลังเหรียญ " หากมีเม็ดผดผื่น หรือขี้กลากจะเป็นเหรียญเสริมรุ่นหลัง "

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1. มีติ่งแหลมที่ตัว ย

2. มีเส้นขนแมวเป็นเส้นคู่

3. เส้นหัวตาซ้ายเรียวเล็กคมชัด

4. พื้นผิวเรียบตึง รมดำต้องแห้ง

5. ตัว ด มีติ่งคมชัด

6. มีเส้นเสี้ยนคมชัดไม่ตื้นจาก




ด้านหลัง
1. หูเหรียญมีครีบปลิ้น
2. พื้นเหรียญต้องมีไม่ขี้กลาก
3. ตัว น มีเส้นแตกคมๆ
4. มีเส้นแตกใต้สระอา
5. ตัว ป มีจุดเล็กๆ
6. ตัว ล มีเส้นแตกคมๆ

เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู บล็อคแรก

หลวงปู่จันทร์  วัดนางหนู จ.ลพบุรี  พระเถราจารย์ผู้โด่งดังในห้วงระยะสงครามอินโดจีนต่อกับสงครามโลกครั้งที่ 2  หรือสงครามมหาเอเชียบูรพา  ท่านเป็นหนึ่งในห้ายอดพระเกจิที่ปลุกเสกเสื้อยันต์แดง,  ผ้าประเจียต  และตะกรุด เพื่อแจกให้ทหารไทยที่เข้าร่วมสมรภูมิ  กล่าวกันว่าท่านร่ำเรียนวิชาอคมต่างๆ  จากปู่ซึ่งเป็นฆราวาสจอมขม้งเวช  อีกทั้งนิยมชมชอบการกินว่าน  และอาบว่าน  เพื่อให้ผิวกายคงทนต่อศาสตราวุธต่างๆ  หรืออยู่ยงคงกระพันชาตรีนั่นเอง

ปัจจุบันวัตถุมงคลหลวงปู่จันทร์  ที่ได้รับความนิยมสูงมากที่สุดก็คือ  เหรียญรุ่นแรก ปีพ.ศ.2478  ลักษณะเป็นเหรียญปัีมรูปไข่  แบบมีหูในตัว  เนื้อทองแดงมีทั้งกะไหล่เงิน  และกะไหล่ทอง  ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนครึ่งองค์หน้าตรง ด้านบนมีอักษรไทยว่า  " หลวงพ่อจัน อายุครบ 83 ปี " ด้านล่าง  มีอักษรไทยว่า " พระจันทะโชติ " ส่วนด้านหลัง เป็นยันต์อักขระ " นะเฉลียวเพชร " ขึ้นยอดเป็นอุณาโลม  ส่วนอักษรขอม 3 ตัว ซ้าย ขวา และล่างนั้น อ่านว่า " อิ สวา สุ " มีอักขระข้างบนว่า " ให้เปนที่รฤกในงานฉลองศาลา " ด้านข้างมีอักษรว่า " พ.ศ.2478 " อันเป็นปีที่สร้างเหรียญ

เหรียญรุ่น แรกหลวงปู่จันทร์  วัดนางหนูนั้นด้านหน้ามีเพียงบล็อกเดียว  แต่ด้านหลังมีด้วยกันถึง  3  บล็อก  พุทธคุณดีเยี่ยมทางด้านมหาอุตต์  และคงกระพันชาตรี

จุดสังเกตุเบื้องต้น

ด้านหน้า

1. เป็นเหรียญปั้มแบบมีหูในตัว

2. มีเส้นแตกที่มุมขยักตัว " พ "

3. ใบหูขวามีเส้นแซมขนาน

4. มีเส้นแตกเฉียงจากหัวตัว " พ "

5. ริ้วผ้าจีวร เส้นบนสุดมีขีดเกินเฉียง

6. มีเส้นแตกบนตัว " อ " ยาวจรดขอบเหรียญ

7. ในช่องใบหูซ้ายจะมีจุดหรือติ่ง

8. ตัวเลขสามไทยตรงมุมขยักมีขีดเกิน

9. ตัว " ต " มีเส้นแตกพาดสระอิขึ้นไป

10. มุมขยักสระโอแตกเป็น 2 ง่ามคมชัด

ด้านหลัง

1. มีจุดเป็นติ่งข้างหัวตัว " ร " ติดกับตัว  " ท "

2. ตัว " อิ " มีเส้นแตกเฉียงลงที่มุมขยัก

3. มีเส้นแตกจากหัวตัว " อิ " จรดขมวดยันต์

4. ข้างหางเลขสองมีเส้นแตกเป็นทางหลายเส้น

5. ขมวดยันต์นะอุณาโลมช่องบนด้านซ้ายมีขีด

6. มีเส้นแตกเป็นทางยาวภายในตัวยันต็นะ

7. ตัว " สวา " มีเส้นแตกผ่านหลายเส้น

8. เลขแปดมีเส้นแตก และรอยแกะพิมพ์พลาด



เหรียญรุ่นแรกอาจารย์นำ วัดดอนศาลา


จัดสร้างในปีพ.ศ.2519   มีทั้งหมด 3 เนื้อ
1. เนื้อทองคำ สร้าง 44 เหรียญ
2. เนื้อเงิน สร้าง 66 เหรียญ
3. เนื้อโลหะบ้านเชียง สร้าง 20,000 เหรียญ

แยกได้ทั้งหมด 4 พิมพ์ ( แต่สันนิษฐานว่าน่าจะแยกจะแม่พิมพ์ตัวเดียวกัน )
1. พิมพ์จีวรจุด หลังผด  คาดว่าจะเป็นพิมพ์ที่ปั๊มออกมาในช่วงแรก และการผสมเนื้อโลหะบ้านเชียงยังไม่ได้
สัดส่วน พอปั๊มไป ทำให้ผิวพระด้านหลังเหรียญเกิดรอยเหนอะ ทำให้มองดูคล้ายกลาก หรือผด
2. พิมพ์หลังเรียบ หลังจากที่ได้ทราบแล้วว่าการปั๊มเหรียญออกมาในช่วงแรก  ผิวพระด้านหลังเหรียญมีรอยเหนอะ
คล้ายผด หรือกลาก ก็ทำการผสมมวลสาร ที่เรียกว่าเนื้อโลหะบ้านเชียงเสียใหม่ ทำให้ลงตัว เมื่อปั๊มใหม่ไม่
ปรากฏรอยเหนอะ จึงเป็นที่มาของ พิมพ์หลังเรียบ
3. พิมพ์ลาแตก (ติดไม่ชัด) เหรียญมีจำนวนการปั็มถึง 20,000 เหรียญ สำหรับเนื้อโลหะบ้านเชียงทำให้บล็อคเริ่ม
ชำรุด เกิดรอยแตกตรงคำว่า ศาลา - พัทลุง แต่ติดไม่ชัดขาดเป็นช่วง
4. พิมพ์ลาแตก (ติดชัด) เมื่อปั๊มไปมากพอสมควรแล้ว บล็อคเกิดการชำรุดเสียหายมากขึ้นทำให้รอยแตกตรงคำว่า ศาลา - พัทลุง
ติดชัด  และมีรอยแตกเพิ่มจากตัว ล. ไปที่ใตัตัว พ. ในแนวเฉียง

เหรียญอาจารย์นำ วัดดอนศาลา บล็อคจีวรจุด หลังผด


ตำหนิด้านหน้า
1. มีเนื้อเกิดที่ขอบเหรียญเหนือตัว " ศ "
2. มีตุ่มเม็ดอยู่เหนือใบหูข้างขวา ของอาจารย์นำ อยู่ 1 เม็ด
3. ใต้ตัว " น " มีติ่งเนื้ออยู่ 1 ก้อน
4. ตรง พ.ศ. ๒๕๑๙ ตัวเลข ๕ มีเส้นซ้อน  และเลข ๑ มีเส้นแตก
5. ตรงจีวร มีเม็ดจุดอยู่หนึ่งเม็ด เป็นที่มาของคำว่า จีวรจุด
6. ตุ่มตรงกลางดอกจันทร์ จะบุ๋มลงไป
7. เนื่องจากเป็นเหรียญปั๊มยุคหลัง 2500 ผิวเหรียญต้องตึง และปรากฏเส้นเสี้ยนสาดกระจายให้เห็น



ตำหนิด้านหลัง
1. เนื่องจากเป็นเหรียญปั๊มยุคหลัง 2500 หูเหรียญต้องมีรอยปลิ้นเล็กน้อย
2. อักขระตัวนี้มีเส้นแตกยาว และแหลมคม
3. อักขระตัวนี้มีติ่งแหลม
4. มีติ่งเนื้อเกินอยู่ในยันต์ตัวนี้
5. ปรากฏตุ่มเม็ด คล้ายกลุ่มเม็ดผด หรือกลุ่มกลาก เป็นที่มาของพิมพ์หลังผด
6. ปรากฏตุ่มเม็ด คล้ายกลุ่มเม็ดผด หรือกลุ่มกลาก เป็นที่มาของพิมพ์หลังผด
7. ปรากฏรอยเส้นเสี้ยน คล้ายรอยแต่งตะไบตามขอบเหรียญ


เหรียญอาจารย์นำ วัดดอนศาลา บล็อคลาแตก (นิยม)





ตำหนิด้านหน้า
1. มีเนื้อเกิดที่ขอบเหรียญเหนือตัว " ศ "
2. มีตุ่มเม็ดอยู่เหนือใบหูข้างขวา ของอาจารย์นำ อยู่ 1 เม็ด
3. ใต้ตัว " น " มีติ่งเนื้ออยู่ 1 ก้อน
4. ตรง พ.ศ. ๒๕๑๙ ตัวเลข ๕ มีเส้นซ้อน  และเลข ๑ มีเส้นแตก
5. ตรงจีวร มีเม็ดจุดอยู่หนึ่งเม็ด เป็นที่มาของคำว่า จีวรจุด
6. ตุ่มตรงกลางดอกจันทร์ จะบุ๋มลงไป
7. เนื่องจากเป็นเหรียญปั๊มยุคหลัง 2500 ผิวเหรียญต้องตึง และปรากฏเส้นเสี้ยนสาดกระจายให้เห็น
8. บล็อคเกิดการชำรุดเสียหายมากทำให้รอยแตกตรงคำว่า ศาลา - พัทลุงติดชัด  และมีรอยแตกเพิ่มจากตัว ล. ไปที่ใตัตัว พ. ในแนวเฉียง




ตำหนิด้านหลัง
1. เนื่องจากเป็นเหรียญปั๊มยุคหลัง 2500 หูเหรียญต้องมีรอยปลิ้นเล็กน้อย
2. อักขระตัวนี้มีเส้นแตกยาว และแหลมคม
3. อักขระตัวนี้มีติ่งแหลม
4. มีติ่งเนื้อเกินอยู่ในยันต์ตัวนี้
5. อักขระตัวนี้มีติ่งแหลม เกิดจากการแกะบล็อคพลาด
6. อักขระตัวนี้มีติ่งแหลม เกิดจากการแกะบล็อคพลาด
7. ข้างยันต์พระจันทร์เสี้ยว ทั้งสองด้านมีกลุ่มก้อนเนื้อจุดเล็กๆ รวมตัวกันหลายจุดทั้งสองด้าน



วิธีการดูพระเหรียญปั๊มโลหะ

ปัจจุบันนี้ พระเหรียญหลายๆคนบอกเล่นยากมาก เพราะทำเก๊ได้เหมือนของแท้เหลือเกิน โดยเฉพาะเก๊คอมพิวเตอร์แต่ในความเป็นจริงเหรียญทุกชนิดจะดูง่ายขึ้น ถ้าเรามีหลักการในการดูดังนี้

1. เมื่อพบพระเหรียญ ให้ดูด้วยตาเปล่าก่อนว่าเหรียญบวมหรือไม่ ถ้าบวมนูนตรงกลางหรือบิดผิดธรรมชาติ ก็คือ เก๊แน่นอน ยกเว้นเหรียญที่นูนจากแม่พิมพ์เอง เช่น เหรียญหลังเต่าเจ้าคุณนร
2. เมื่อดูว่าเหรียญไม่บวมแล้วก็ให้ดูตำหนิเทียบกับหนังสือพระเครื่องทั่ว ๆ ไปตามที่เราได้เรียนรู้และจำได้ว่าถูกพิมพ์หรือไม่ ถ้าเหรียญผิดพิมพ์หรือไม่มีตำหนิตรงตามของแท้มาตรฐาน ก็คือ เก๊แน่นอน จากการแกะบล็อคใหม่นั่นเอง แต่ถ้าเหรียญถูกพิมพ์ก็จะมีอีก 2 กรณีให้พิจารณาต่อ คือ 1. แท้ 2. เก๊คอมพิวเตอร์  
3. การที่เราจะแยกพระแท้กับพระเก๊คอมพิวเตอร์แยกได้ง่ายมาก และไม่ต้องดูตำหนิแล้ว ให้ดูเหรียญโดยทั่ว ๆ ไปก่อน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บล็อกเก๊คอมพิวเตอร์จะมีพื้นผิวเหรียญที่ไม่ตึงเรียบ และจะมีจุดเนื้อเกินแตกต่างจากเหรียญแท้เสมอ หลังจากนั้นค่อยพิจารณาดูองค์ประกอบทั่ว ๆ ไปของเหรียญ เช่น อายุของโลหะ รมดำหรือกะไหล่ ว่ามีความเก่าหรือไม่ ในส่วนนี้เราจำเป็นต้องคุ้นเคยกับเหรียญแท้ๆ มาก่อนก็จะทำให้แยกแยะได้ง่ายขึ้น

การศึกษาเรื่องราวของพระเครื่อง ประเภทเหรียญพระพุทธ และเหรียญพระคณาจารย์รุ่นเก่าๆ นั้น มีค่านิยมสูงมาก การทำปลอม จึงพัฒนาวิธีการทำให้ใกล้เคียงกับของแท้ยิ่งขึ้น โดยวิธีการที่ง่าย และเป็นที่นิยมที่สุด คือ การนำเหรียญแท้ไปถอดพิมพ์ ซึ่งจะทำให้ได้เหรียญปลอมที่มีจุดตำหนิทั้งด้านหน้าและด้านหลังใกล้ เคียงกับ ของจริงมาก

อย่างไรก็ตาม ความคมชัดของตัวหนังสือ เส้นแตก รูเจาะหูเหรียญ ตลอดจนด้านข้างของเหรียญ ก็ยังเป็นจุดสำคัญ ที่สามารถใช้ในการพิจาร ณาความแตกต่างระหว่างเหรียญแท้และเหรียญปลอมได้อย่าง ชัดเจนที่สุด

ในอดีตผู้สนใจศึกษาพระเครื่องประเภทเหรียญพระพุทธ และเหรียญพระคณาจารย์ หลายคนเลือกที่จะใช้วิธีการจดจำรายละเอียดที่สำคัญของตำหนิเหรียญ ทั้งหมด ซึ่งในพระเหรียญ 1 เหรียญอาจจะมีจุดตำหนิให้จดจำมากถึง 10 จุด นั่นหมายความว่า หากเราต้องเรียนรู้เหรียญ 100 เหรียญ เราจะต้องจดจำตำหนิทั้งหมดถึง 1,000 จุด เลยทีเดียว

ดังนั้น แทนที่จะใช้วิธีการจดจำตำหนิทั้งหมด ผู้เขียนกลับมีเทคนิคที่ใช้ในการศึกษาเหรียญแต่ละเหรียญ ด้วยวิธีการที่ง่ายกว่านั้น นั่นก็คือ การศึกษาธรรมชาติของเหรียญ โดยอาศัยหลักพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่

  1. ความคมชัดของตัวหนังสือ หรืออักขระยันต์
  2. พื้นผิวของเหรียญที่เรียบตึง ไม่มีร่องรอยของการถอดพิมพ์ ไม่มีขี้กลาก
  3. การเจาะรูหูเหรียญ ต้องมีเนื้อปลิ้นเกินที่เป็นธรรมชาติ
  4. วิวัฒนาการของการตัดขอบเหรียญ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีใน แต่ละยุคสมัย ทั้ง 4 ประการนี้ ถือเป็นจุดที่ใช้ในการพิจารณาเหรียญว่าแท้หรือ ปลอม ได้ชัดเจนยิ่งกว่าการจดจำตำหนิ
ที่สำคัญ ยังสามารถนำไปใช้ในการพิจารณาได้ทุกเหรียญ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญในยุคสมัยใด ก็ตาม เพราะถึงแม้ว่ากรรมวิธีการทำปลอมในปัจจุบันจะสามารถทำได้ ใกล้เคียงกับของ จริงแค่ไหน แต่ธรรมชาติของการผลิตเหรียญแต่ละยุค ย่อมมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การซื้อ-ขายเหรียญในปัจจุบัน ผู้ชำนาญการจะใช้วิธีการพิจารณาด้านข้างของเหรียญเป็นบทสรุปว่า แท้หรือไม่ เพราะขอบด้านข้างของเหรียญเป็นสิ่งเดียวที่ยัง ไม่สามารถปลอมแปลงได้เหมือน เนื่องจากร่องรอยที่ด้านข้างของ เหรียญนั้น คือ ร่องรอยที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากขั้นตอนการผลิตในแต่ละยุคสมัย

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหรียญต่างๆ ตามข้อสังเกต 4 ข้อข้างต้นนั้น จะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อไปเช่าหาเหรียญมาศึกษา อีกทั้งเหรียญที่เป็นที่นิยมของวงการ ล้วนแล้วแต่เป็นเหรียญที่มีราคาแพง ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านแทบทั้งสิ้น

ปัญหา จุดนี้ ผู้เขียนจึงเสนอแนะแนวทางที่ประหยัดกว่า และน่าสนใจ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาแต่มีทุนน้อย นั่นก็คือ ให้ใช้วิธีไปเช่าเหรียญเก่าที่วงการไม่นิยม และมีราคาไม่แพงแทน เพื่อนำมาศึกษาธรรมชาติของเหรียญที่เกิดจากวิวัฒนาการในการปั๊ม และการตัดขอบเหรียญ

เพราะเหรียญที่ออกมาในยุคสมัยที่ใกล้เคียงกัน ย่อมจะมีขั้นตอนการผลิตที่คล้ายคลึงกัน อาจจะแตกต่างกันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา ทำความเข้าใจ ผมจึงจำแนกเหรียญต่างๆ ตามกรรมวิธีการปั๊มตัดข้างเหรียญ โดยแบ่งออกเป็นออก 3 ยุคสำคัญ คือ

ยุคที่ 1. ประมาณ พ.ศ.2440 - 2485
ยุคที่ 2.ประมาณ พ.ศ.2486 - 2499
ยุคที่ 3.ประมาณ พ.ศ.2500 - ปัจจุบัน

1.  ช่วงปี พ.ศ.2440 - 2485 เป็นช่วงที่นิยมสร้างเหรียญลักษณะรูปทรงกลม รูปไข่ รูปทรงอาร์ม และทรงเสมา ซึ่งรูปทรงเหรียญทั้ง 4 ชนิดนี้ สามารถแยกตามกรรมวิธีการสร้างได้ เป็น 2 ชนิด คือ เหรียญชนิดปั๊มข้างเลื่อย และเหรียญชนิดปั๊มข้างกระบอก โดยเหรียญชนิดปั๊มข้างเลื่อย ก็คือ การนำแผ่นโลหะที่มีขนาดใหญ่กว่าขนาด ของเหรียญมาปั๊มให้ได้ตามลักษณะรูปทรง ที่ต้องการ จากนั้นจึงนำไปเลื่อยฉลุให้สวยงามออกมาเป็นเหรียญตามรูปทรงนั้นๆ ส่วน การปั๊มข้างกระบอก ก็คือ การนำแผ่นโลหะมาเลื่อยให้ได้ตามรูป ทรงของเหรียญที่จะทำการปั๊ม เพื่อเข้ากระบอก และการปั๊มเหรียญนั้นๆ ดังนั้น ด้านข้างของเหรียญปั๊มชนิดนี้จึงมีความเรียบเนียน เนื่องจากการกดปั๊มโดยมีตัวกระบอกเป็นตัวบังคับ

อย่างไรก็ตาม บางเหรียญอาจมีเส้นทิวบางๆ ในขอบข้างเหรียญ ซึ่งเกิดจากการแต่งขอบให้สวยงามก็ได้

2, เหรียญชนิดปั๊มข้างตัด (ปั๊มตัดยุคเก่า) เป็นยุคที่เริ่มพัฒนากรรมวิธีการ จัดสร้างเหรียญ ด้วยการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมากขึ้น มาใช้แทนกรรมวิธีแบบเก่า ที่ใช้การเข้ากระบอก และต้องเลื่อยขอบออก เพื่อตกแต่งในขั้นตอนสุดท้าย ด้านข้างของเหรียญจะมีลักษณะมนๆ ไม่ค่อยมีริ้วรอยมากนัก๓. หรียญปั๊มตัดยุค พ.ศ.๒๕๐๐-ปัจจุบัน ในยุคนี้ได้มีการพัฒนาตัวตัดข้างเหรียญ ที่ทันสมัย เพื่อความสะดวกในการตัดขอบเหรียญในจำนวนมากๆ ตัวตัดยุคนี้จึงค่อนข้างคมชัด

นับ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีผู้จัดทำหนังสือชี้ตำหนิด้านหน้า-ด้านหลังของเหรียญออกมา แล้วมากมาย หลายต่อหลายเล่ม แต่การเจาะลึกถึงรายละเอียดวิธีการพิจารณา ด้านข้างของเหรียญ ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญ และเป็นบทสรุปความจริง-ปลอมของ เหรียญแบบนี้นั้น แทบจะไม่เคยปรากฏในหนังสือเล่มใดเลย

จุดพิจารณาในการดูเหรียญปั๊มโลหะ

1. อายุของโลหะต้องมีความเก่าตามอายุการสร้างของเหรียญ เช่น เหรียญ พ.ศ. 2460 ทองแดงไม่เก่าก็คือ เก๊นั่นเอง
2.  กระไหล่หรือรมดำ ต้องเก่าตามอายุเหรียญนั้นๆ
3.  เหรียญสึก ควรสึกเฉพาะส่วนที่นูนของเหรียญเท่านั้น ส่วนลึกสุดของเหรียญต้องคมชัด และดูได้ว่าเป็นเหรียญปั๊มโลหะ
4. การดูรอยตัดปั๊มขอบเหรียญ ถ้าไม่มีหรือเป็นรอยตะไบถือว่าไม่ใช่เหรียญปั๊ม ยกเว้นเหรียญปั้มบังคับปลอก(บังคับขอบเหรียญ) เช่นเหรียญ ลพ.เดิม ปี 2482 ขอบจะเรียบ หรือเหรียญที่ตะไบขอบเช่นเหรียญ ลพ.คง วัดบางกระพ้อม บล็อกขอบตะไบ  แต่เหรียญพิเศษแบบนี้จะมีไม่มาก แต่ถ้ามีรอยตัดปั๊มอาจเก๊คอมพิวเตอร์ก็ได้
5.  เหรียญห่วงเชื่อม รอยเชื่อมเงินต้องมีความเก่า
6.ไม่ควรเช่าเหรียญที่เลี่ยมพลาสติกไว้เพราะดูลำบากอาจหลอกตาได้ ยกเว้น เหรียญดูง่ายจริงๆ

วิธีการดูพระเครื่องประเภทรูปเหมือน

รูปเหมือนปั้ม การดูพระรูปเหมือนปั๊มให้ใช้หลักการดูเหรียญปั๊มได้เลย เพราะพระหล่อปั๊มคือ พระโลหะปั๊มเป็นรูปองค์เท่านั้น ถ้าปั๊มแบนเป็นแผ่นก็คือ  เหรียญปั๊มนั่นเอง เช่น รูปเหมือนปั้มหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค รุ่นก้นระฆัง

รูปเหมือนฉีด การดูพระรูปเหมือนฉีดให้ดูพิมพ์รวมเป็นหลัก พระทุกองค์จะต้องมีรูปร่าง เท่ากันทุกองค์ 100% แต่ไม่คมชัดเหมือนพระปั๊ม บริเวณก้นองค์จะมีรอยตะไบบริเวณรอยฉีดโลหะเข้าทุกองค์ เช่น พระหล่อใบโพธิ์ เจ้าคุณนรฯ ปี 13

รูปเหมือนหล่อโบราณ มี 2 ชนิด คือ เบ้าทุบ ไม่มีรอยตะเข็บข้าง แต่จะมีรอยตะไบเดือยที่ก้นทุกองค์ เช่น หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์นิยม เบ้าประกบมีรอยตะเข็บซ้าย-ขวาข้างองค์พระทุกองค์ ก้นจะมีรอยเนื้อเทไม่เต็ม เช่น หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์ขี้ตา


จุดสังเกตสำคัญ

  • พิมพ์  หรือรูปร่างโดยรวมของพระรูปหล่อจะต้องเหมือนกัน

  • รูปหล่อที่มีโค๊ด โค๊ดจะต้องคมชัดเพราะใช้ตอกด้วยโลหะ

  • รอยปั๊ม  หรือรอยตะไบ ถ้าเป็นพระที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรที่จะไม่มีความคมและไปในทางเดียวกันไม่สับสน


แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2013 เวลา 12:42 น.