You are here: Home สรรหามาเล่า
Decrease font size  Default font size  Increase font size 
สรรหามาเล่า

พิพิธภัณฑ์พุทธวิถีนายก

เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2554 ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้รูปเหมือนหลวงปู่บญ วัดกลางบางแก้วเป็นครั้งแรก เมื่อเดินทางไปถึง และขับผ่านประตูวัด ผู้เขียนรู้สึกทึ่งถึงความสวยงาม และความยิ่งใหญ่อลังการในงานปฏิมากรรมไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ วิหาร รวมถึงพิพิธภัณฑ์พุทธวิถีนายก แสดงถึงแรงศรัทธา ความตั้งใจ และความมุ่งมั่นของผู้สร้างรวมถึงผู้มีจิตศรัทธา ณ ขณะนั้นที่ได้ร่วมกันสร้าง บูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้

โดยไม่รอช้าผู้เขียนได้รีบเข้าไปที่ หอไตรวัดกลางบางแก้ว เพื่อกราบไหว้ และขอพรต่อรูปหล่อเหมือนหลวงปู่บุญ และหลวงปู่เพิ่ม ผู้เขียนรู้สึกอิ่มเอมใจ และปลื้มปิติที่ในชั่วชีวิตหนึ่งสามารถมีโอกาสได้มากราบไหว้ท่าน ตั้งแต่ที่ได้เริ่มศึกษา และอ่านประวัติของเกจิอาจารย์ท่านนี้ ก็ได้ตั้งปณิทานไว้ว่าสักวันหนึ่งต้องได้มากราบท่าน และก็ได้ทำสำเร็จ จากประวัติกล่าวว่าภาย ในหอไตรนี้ แต่เดิมเป็นที่เก็บคัมภีร์ สมุดข่อยและของเก่าบางอย่างของทางวัดบรรจุอยู่ในตู้ลายรถน้ำจำนวน 5 ตู้ เอาไว้ ปัจจุบันทางวัดได้นำคัมภีร์สมุดข่อย และข้าวของต่าง ๆ ไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก ซึ่งอยุ่ทางด้านหน้าของหอไตร ผู้เขียนได้เห็น ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถ และภาพจิตรกรรมฝาไม้สักทองด้านในหอไตร มีความงดงามมากหลังจากนั้นผู้เขียนก็ได้เข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก เมื่อเดินเข้ารู้สึกตะลึงกับ โบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ได้จัดแสดงไว้ล้วนเป็นของที่หาชมได้ยากยิ่งผู้เขียนขอบรรยายเริ่มตั้งแต่
ชั้นล่าง
จัดแสดงประวัติพระเครื่อง และข้าวของเครื่องใช้ของหลวงปู่บุญ และหลวงปู่เพิ่ม ชั้นนี้จัดแสดงพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล และพระบูชาของหลวงปู่บุญ ซึ่งมีอายุการสร้างเกือบร้อยปีแล้ว
อีกส่วนหนึ่งจัดแสดงตัวยาไทย สมุนไพร ยารักษา คัมภีร์และสมุดข่อย ฯลฯแค่ชั้นล่างผู้เขียนก็ใช้เวลานานกว่า40นาทีในการเดินชม พร้อมกับถ่ายรูปบางส่วน

ชั้นที่สอง
เป็นการจัดแสดงของใช้ประเภท เครื่องเบญจรงค์ เครื่องลายคราม ปั้นชา แก้วเจียระไน เครื่องทองเหลือง เครื่องเขิน เครื่อง ไม้ ถาดเคลือบ และห้องมุกซึ่งมีธรรมาสน์มุกของหลวงปู่บุญ โดยพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 สร้างถวาย มีสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ฯ และตัวอักษรจีนอยู่บนพนักธรรมาสน์ สวยงามมากๆ
อยากให้ผู้อ่านได้มาเห็นจริงๆ
ชั้นที่สาม
จัดแสดงพระบุเงิน และพระบูชาไม้แกะ พระเนื้อทองเหลืองทรงเครื่อง และพระมาลัยโปรดสัตว์ ชั้นนี้ส่วนใหญ่จัดแสดงพระบูชาขนาดใหญ่ มีทั้งที่เป็นของเก่า
และผู้มีจิตศรัทธาสร้างถวายในสมัยหลวงปู่บุญ ตรงส่วนกลางของชั้นที่สาม คือกุฏิเก่าของหลวงปู่ ทางผู้สร้างได้นำเนื้อไม้ที่ยังพอใช้งานได้ ฝาปกน ลายฉลุช่องลมและประตูหน้าต่าง นำมาสร้างเป็นกุฏิของหลวงปู่บุญในลักษณะเดิม เพื่อประดิษฐานรูปหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ของท่านโดยจัดวางให้เหมือนกับสมัยเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ผู้เขียนได้ขึ้นไปกราบไหว้รูปหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่บนกุฏิ นอกจากหุ่นขึ้ผึ้งของหลวงปู่บุญแล้ว ยังมีหุ่นขึ้ผึ้งของหลวงปู่เพิ่ม และหวงปู่เจือด้วย ดังในภาพที่ผู้เขียนได้เก็บมาฝาก นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ตรงกลางภายในกุฏิ คือ พระสัมพุทธมหามุนี พุทธวิถีนายก ปุญญวสนนิมมิตสมัยเชียงแสน ซึ่งหลวงปู่เพิ่มได้พระเศียรมาจากเมืองเชียงแสน ได้ให้ช่างทำการซ่อมแซมจนเป็นองค์ที่สมบูรณ์ไว้ให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาทั้งหลายได้ไปกราบไหว้


ผู้เขียนขอนำบทความประวัติการสร้างพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายกของ นายสุธน ศรีหิรัญ มาให้

กับผู้อ่านได้ศึกษา และเรียนรู้ประวัติดังนี้

กว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก เมื่อครั้งเป็นเด็ก ผู้เขียน ( นายสุธน ศรีหิรัญ ) ได้เรียนหนังสือชั้นประถมที่โรงเรียนพุทธวิถีประสิทธิ์ ซึ่งหลวงปู่บุญฯ เป็นผู้ตั้งขึ้น เรียนจนถึงชั้นมัธยมที่โรงเรียนเพิ่มวิทยา ซึ่ง หลวงปู่เพิ่ม เป็นผู้ตั้งขึ้น โรงเรียนทั้งสองแห่งนี้อยู่ในวัดกลางบางแก้ว สมัยนั้นร่มครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยเขียวขจี ริมแม่น้ำนครชัยศรีก็ดูร่มรื่นเย็นสบาย สงบและน่าอภิรมย์ยิ่งนัก ตรงหน้าพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก ( ปัจจุบันนี้ ) มีคลองเจาะจากแม่น้ำเข้ามาถึงหอไตรทำเป็นที่จอดเรือ ซึ่งกุฏิของหลวงปู่บุญอยู่บริเวณพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน หลวงปู่จึงลงเรือไปไหนมาไหนตรงหน้ากุฏิของท่าน ถัดขึ้นไปเป็นสะพานข้างต้นตะเคียนเชื่อมต่อกับหอระฆังเป็นเส้นทางเดินไปสู่ โบสถ์ตรงที่ตั้งอนุสาวรีย์ หลวงปู่บุญปัจจุบันนี้เดิมเป็นกุฏิ ตึกมีต้นสมอพิเภกใหญ่อยู่ข้างกุฏิ บริเวณนี้คือสถานที่เผาพระเนื้อดินของหลวงปู่บุญสมัยเป็นเด็กผู้เขียนวิ่งเล่นอยู่บริเวณนี้เป็นประจำสนุกสนาน และเป็นสุขอย่างยิ่ง ครั้นพอเติบใหญ่ได้อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2516 ณ วัดกลางบางแก้ว โดยมีพระพุทธวิถีนายก ( เพิ่ม ปุญญวสโน ) หรือ “ หลวงปู่เพิ่ม ” เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านตั้งฉายาให้ผู้เขียนว่า “ ปสโฐ ” ได้อยู่ใกล้ชิดปฏิบัติรับใช้ท่านพอสมควร ระหว่าง นี้เองที่ผู้เขียนได้สังเกตเห็นถาวรวัตถุในวัดกลางบางแก้ว ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เมื่อสมัยหลวงปู่บุญท่านมีบารมีมาก ก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ไว้มากมาย ล้วนใหญ่โต ครั้นพอสิ้นท่าน กาลเวลาได้ทำลายถาวรวัตถุเหล่านั้นนับตั้งแต่ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ โบสถ์ มณฑป ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท วิหาร กุฏิต่าง ๆ ผู้เขียนอาศัยอยู่กุฏิพระปลัดใบ คุณวีโรซึ่งเป็นพระพัฒนา จึงได้ชวนกันซ่อมศาลาการเปรียญเป็นงานแรก ขณะนั้นศาลาการเปรียญพื้นชำรุดมากญาติโยมทำบุญต้องระมัดระวังการเดิน อาจตกร่องได้ ผู้เขียนชวนพระปลัดใบ คุณวีโร ไปซื้อไม้แดงจากโรงเลื่อยแถวดาวคะนองมาจำนวนหนึ่ง เพื่อซ่อมพื้นศาลา แต่ เงินไม่พอ เจ้าของโรงเลื่อยใจดียอมให้เอาไม้ไปก่อน มีเมื่อไรค่อยเอาไปให้ก็ได้ จึงได้นำไม้มาซ่อมพื้นศาลาจนสำเร็จลุล่วงไป หลวงปู่เพิ่มได้สอบถามผู้เขียนและพระปลัดใบว่า สิ้นค่าใช้จ่ายในการซ่อมไปเท่าไร และเงินมีพอไหม เมื่อพระปลัดใบบอกว่าไปเชื่อค่าไม้เขามาบางส่วน ดูเหมือนหลวงปู่เพิ่มจะร้อนใจ ท่านหายเข้าไปในห้องข้างหลังแล้วออกมาพร้อมกับพานห่อผ้าขาวส่งให้พระปลัดใบ แล้วบอกว่า ให้คนทำบุญพื้นศาลาจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้เขา ผู้เขียนและพระปลัดใบเดินลงจากกุฏิหลวงปู่ กลับมากุฏิพระปลัดใบเปิดห่อผ้าขาวในพานดูปรากฏว่ พอดึงผ้าออกดูข้างในเป็นเหรียญเจ้าสัว “ เนื้อเงิน ” และ “ ทองแดง ” คลุกผสมกันอยู่ จึงแยกเหรียญเงินออกพวกหนึ่ง ทองแดงพวกหนึ่ง แต่จำตัวเลขจำนวนเหรียญเงินและทองแดงไม่ได้แน่ว่าเท่าใด เนื้อเงินประมาณ 300 กว่าเหรียญ ส่วนทองแดงประมาณ 500 กว่าเหรียญเห็นจะได้ จึงนำเหรียญเจ้าสัวเงินให้คนทำบุญ 200 บาท ทองแดงมอบให้คนทำบุญ 100 บาท ใช้เวลานานหลายเดือนจึงได้เงินครบและอีกหลายเดือนเหรียญจึงหมดเมื่อเหรียญเจ้าสัวหมดนั้น มี เงินเหลือจากการใช้หนี้นับหมื่นบาท พระปลัดใบจึงคิดการซ่อมโบสถ์และมณฑปต่อไปประกอบกับมีพระเครื่องเนื้อดิน และเนื้อผงแตกกรุออกมาจากมณฑปด้วย จึงออกให้คนทำบุญองค์ละ 30 บาทบ้าง 50 บาท บ้างได้เงินมาก็ซ่อมสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวต่อไป ระยะนี้ผู้เขียนได้เห็นสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งเป็นสมบัติของวัดซึ่งมีมากมายเริ่มสูญหายไปเพราะถูกขโมยบ้าง ฉกฉวยไปบ้าง พระพุทธรูปในวิหารก็โดนขโมยไปหลายครั้งหลายหน ถ้วยโถโอชาสวย ๆ งาม ๆสมัยหลวงปู่บุญก็แตกหักเสียหาย สิ่งดี ๆ ใกล้มือคนโลภมากก็หยิบฉวยเอาไป ในใจจึงนึกว่าวัดกลางบางแก้วน่าจะมี “ พิพิธภัณฑ์ ”เพื่ออนุรักษ์สิ่งของเหล่านี้ไว้ เพื่อเป็นการป้องกันการสูญหาย แต่ขณะนั้นก็ได้แต่คิด เพราะความจำเป็นในการใช้เงินเพื่อบูรณะสิ่งของต่าง ๆ มีมากกว่าจึงไม่ได้เอาความคิดนี้ไปปรึกษาหรือบอกใคร เก็บเอาไว้ในใจอยู่อย่างนั้น ขณะเดียวกันก็นึกว่าหลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่มเป็นเถระที่ประเสริฐเช่นนี้ ทำไมคนจึงมาทำบุญน้อยรู้จักน้อย อาศัยที่ได้เรียนวิชาวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มา จึงเอาความรู้ที่มีมาใช้ในการเขียน การประชาสัมพันธ์คุณงามความดีของพระเถระทั้งสององค์นี้ติดต่อกันเรื่อย มาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2517 จนถึงปัจจุบันนี้ นานนับ 20 ปี พอจะทำให้ชื่อเสียงกิตติคุณของหลวงปู่ทั้งสองและวัดกลางบางแก้วได้ขจรขจายเป็นที่รู้จักเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนได้กว้างขวางมากขึ้นนับแต่เริ่มประชาสัมพันธ์ ก็เริ่มมีคนเข้ามาช่วยเหลือทำบุญในวัดกลางบางแก้วมากขึ้น อาศัยพระเครื่องของหลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่มที่ท่านได้สร้างเอาไว้จำนวน มากเป็นสิ่งสนับสนุนเพิ่มพูน จึงทำให้มีกำลังในการพัฒนาและบูรณะ ถาวรวัตถุต่างๆได้สำเร็จด้วยดีตลอดมาจนกระทั่งพระครูสิริชัยคณารักษ์ ( สนั่น จิรวังโส เจ้าคณะอำเภอนครชัยศรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้วได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาวัดจนรุ่งเรืองมากขึ้น ขณะนั้นผู้เขียนและผู้ไม่ประสงค์ออกนามเป็นพระสงฆ์หนึ่งท่าน ฆราวาสหนึ่งท่านได้ร่วมกันคิดจะสร้าง “ พิพิธภัณฑ์ ” ขึ้นเพราะการบูรณะถาวรวัตถุต่าง ๆ เริ่มเป็นผลสำเร็จเกือบหมดแล้วและมีเงินเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง แต่การสร้างพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นงานใหญ่ นอกจากงบประมาณในด้านค่าก่อสร้างอาคารแล้ว การรวบรวมวัตถุต่างๆ ภายในวัดก็เป็นเรื่องยากลำบาก จำต้องอาศัยกำลังสนับสนุนจากหลายฝ่าย เมื่อหารือกันเองแล้ว จึงได้นำความคิดไปหารือกับท่านพระครูสิริชัยคณา รักษ์ ( สนั่น ) ท่าน เจ้าอาวาส ท่านก็เห็นดีด้วย เพราะท่านก็คิดเรื่องนี้อยู่เช่นกัน งานพิพิธภัณฑ์จึงได้เริ่มขึ้น ครั้งแรกท่านเจ้าอาวาสได้ดำเนินการหาแบบแปลนที่เหมาะสมและกำหนดสถานที่ ณ บริเวณกุฏิเก่าของหลวงปู่ เนื่องจากกุฏิชำรุดมากเกินจะซ่อมแซมได้ แต่จะนำเอาบางส่วนของกุฏิอนุรักษ์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้คงทนถาวรสืบไป จึงมีปัญหาว่าหากจะรื้อกุฏิเก่า จะเหมาะสมแค่ไหน เรื่องนี้ได้นำไปหารือกับอาจารย์เปล่ง ชื่นกลิ่นธูป ( ท่านเป็นศิษย์ใกล้ชิดกับหลวงปู่บุญ ) อาจารย์เปล่งเมื่อทราบความคิดของคณะผู้ก่อสร้างแล้วก็เห็นดีด้วย สนับสนุนเต็มที่ ถึงขั้นมาทำพิธีรื้อถอนให้ด้วยตนเองและทำพิธีวางศิลาฤกษ์ให้ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 253 ถึงตอนนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญของ ท่านเจ้าอาวาส พระ ครูสิริชัยคณารักษ์ ที่กล้าตัดสินใจเผชิญกับคำคัดค้านไม่เห็นด้วยจากบุคคลหลายฝ่าย ผู้เขียนจำคำกล่าวของอาจารย์ เปล่ง ชื่นกลิ่นธูป ได้ ท่านกล่าวว่า “ ทำดีไม่ต้องกลัวใคร ” ด้วย คำพูดนี้เองเป็นกำลังใจสำคัญที่ผู้เขียนและคณะถือเป็นธงชัยรุกคืบ การทำงานพิพิธภัณฑ์ไปข้างหน้าแบบไม่ท้อถอยก่อสร้างจึงเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2533 จนเงินทุนที่มีอยู่หมดครงสร้างค้างชะงัก เสียงวิพากษ์วิจารณ์ เริ่มเซ็งแซ่ทำท่าจะไม่เสร็จ คณะของเราเริ่มหวั่นไหว เพราะกระแสการเงินไม่ดีมงคลวัตถุของเก่าของหลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่มที่เอามาให้คนทำบุญสร้างพิพิธภัณฑ์ เริ่มมีคนพูดตำหนิติเตียนว่า “ อาศัยเอาของเก่ามาขาย ” และ เมื่อได้พิจารณาแล้วว่าของที่เหลืออยู่หากให้คนทำบุญจนหมดแล้ว ถ้าพิพิธภัณฑ์ยังไม่เสร็จอีกจะทำอย่างไร เพราะการสร้างพิพิธภัณฑ์ครั้งนี้เป็นงานใหญ่เหลือเกิน ขณะนั้นอยู่ในช่วง ปูนขาดแคลน วัสดุก่อสร้างราคาสูงมาก ผู้เขียนวิ่งเต้นหาซื้อปูนเต็มกำลัง อาศัยได้คุณวินิจฉัย โขสูงเนิน บริษัทชลประทานซีเมนต์แบ่งปูนมาให้จึง ได้ดำเนินการต่อไปได้ แต่พอเงินหมดงานก็หยุด ส่วนกำลังใจยังมีอยู่มาก พอจะคิดอ่านแก้ไขกันต่อไป วันหนึ่ง ผู้เขียนพร้อมด้วยผู้ไม่ประสงค์ออกนามเป็นพระสงฆ์หนึ่งท่านและฆราวาสหนึ่ง ท่าน ละท่านพระครูสิริชัยคณารักษ์ ( สนั่น ) จ้าอาวาส ได้ปรึกษากันในเรื่องการสร้างพิพิธภัณฑ์ ซึ่งประสบปัญหาด้านการเงินและคำติเตียนจากบางคนว่า “ เอาของเก่าของหลวงปู่บุญมาขายสร้างพิพิธภัณฑ์ ” เป็น ทำนองว่าอาศัยของเก่าจึงทำได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นยากำลังที่ทำให้เข้มแข็งขึ้น เมื่อได้พิจารณาทบทวนร่วมกันแล้วจึงเห็นพ้องต้องกันว่า นับแต่นี้เป็นต้นไปจะไม่นำเอาวัตถุมงคลของเก่าของหลวงปู่บุญมาให้คนทำ บุญเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์อีกต่อไป แต่จะขอพึ่งบารมีของหลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่ม ทำงานพิพิธภัณฑ์ให้เสร็จเรียบร้อยให้จงได้ ความคิดอันเป็นมติร่วมกันดังกล่าวนั้น เหมือนกับตัดทางหาทุนเช่นเดิมหมดสิ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงได้คิดการสร้างมงคลวัตถุของใหม่ เพื่อหาทุนสร้างพิพิธภัณฑ์ต่อไป เป็นทำนองว่าต่อไปนี้พวกเราจะไม่อาศัยของเก่าอีกแล้ว จะอาศัยแต่ของใหม่ ของ ที่พวกเราสร้างกันเอง โดยอาศัยบารมีของหลวงปู่ทั้งสอง ของที่เกิดจากสติปัญญากำลังของพวกเรานี่แหละ ถึงจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ขอบารมีหลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่ม เป็นกำลังใจก็เพียงพอ “ เหรียญเจ้าสัว ปี พ.ศ.2535 ” จึงกำเนิดขึ้นมงคลวัตถุของใหม่ที่เกิดขึ้นด้วยกำลังใจ บารมีของหลวงปู่และความจำเป็น งานสร้างวัตถุมงคลเหรียญเจ้าสัว และเหรียญ ร.5 ปี พ.ศ.2535 ลุล่วง ไปด้วยดี ได้ผลเกินคาด เกินคิด เกินความเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้วรายได้ที่ได้มานั้นมากกว่าการนำของเก่ามาให้คนทำบุญทั้งหมด ตั้งแต่แรก มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของวัดกลางบางแก้ว และเพียงพอที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ให้สำเร็จลุล่วงลงไปอย่างสวยงาม และเหลือที่จะปรับปรุงปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุภายในวัดได้ทั้งหมด ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่เกิดจากกำลังสติปัญญากำลังใจของทุกคนที่สนับสนุน และติเตียน ( ทำให้เกิดพลัง ) พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายกจึงเกิดขึ้น เพื่อจะอนุรักษ์โบราณวัตถุของวัดกลางบางแก้วให้คงอยู่ต่อไปชั่วกาลนาน พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก สร้างอาคารเสร็จแล้วในปี พ.ศ.2536 ระยะเวลาที่เหลืออีก 1 ปี คือตลอดปี พ.ศ.2537 นั้น เป็นการจัดของที่จะ วางในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างลำบากและใช้เวลามากตลอดจนต้องใช้ความรู้ความชำนาญ นอกจากผู้เขียนและท่านพระครูสิริชัยคณารักษ์ ท่านเจ้าอาวาส และผู้ไม่ประสงค์ออกนามอีกสองท่านดังกล่าวแล้ว ยังได้ผู้ที่เป็นกำลัง สำคัญอย่างยิ่งคือ รศ. กมล ฉายาวัฒนะ แห่งคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาช่วยดำเนินการให้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการวางรูปแบบและการจัดของก็ตาม และนับว่าท่านมีส่วนสำคัญในการจัดได้ดีและเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายณัฏฐ์ ศรีวิหค พร้อมด้วยคณะทำงานของวัดและพระภิกษุสามเณร ตลอดจนบุคคลต่าง ๆ ที่ไม่อาจกล่าวนามได้หมด อีกจำนวนมากที่สนับสนุนทั้งกำลังแรงกายและแรงใจ จนงานพิพิธภัณฑ์สำเร็จลุล่วงสมบูรณ์ดังปรากฏแก่สายตาทุกท่านอยู่ในขณะนี้แล้ว ความอัศจรรย์ของเรื่องราว ตั้งแต่แรกจนถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์อยู่ตรงที่ “ เหรียญเจ้าสัวรุ่นเก่า ” ดังได้กล่าวมาแล้ว อีก 20  ปีต่อมาพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายกสำเร็จลงได้ก็ด้วย “ เหรียญเจ้าสัว ” เช่นเดียวกันแต่เป็นรุ่นใหม่ 2535 ) ดังนั้น จึงได้นำมงคลสัญลักษณ์ “ เหรียญเจ้าสัว ” อันเป็นเอกลักษณ์มงคลวัตถุมงคลของหลวงปู่บุญ ประดิษฐานไว้บนหน้าบันของพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายกเพื่อแสดง “ เอกลักษณ์แห่งเอกลาภ ความมั่งคั่ง สมบูรณ์ และความสำเร็จ ” ให้ลือชาปรากฏแก่มหาชนเป็นนิรันดรสืบไป